ค่าภาษี ขายบ้าน

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ความรู้ทั่วไป

ทีมงาม ยู-ด้า ปั้นจั่น ขอนำข้อมูลที่เห็นว่ามีประโยชน์ต่อท่านที่มีความต้องการจะขายบ้านซึ่งด้วยเหตุผลใดก็ตาม สิ่งหนึ่งที่มีความสำคัญและเป็นภาระค่าใช้จ่ายที่ท่านต้องคำนึงถึง ก็คือ
“ค่าภาษีจากการขายบ้าน” เพราะเงินที่ได้จากการขายบ้าน ก็ถือว่าเป็น รายได้ ที่ต้องนำมาคำนวณการเสียภาษี

ภาษีควรรู้…ก่อนคิดขายบ้าน

จากเหตุการณ์มหาอุทกภัยเมื่อปี 54 ที่ผ่านมา ผู้ที่เคยมีประสบการณ์น้ำท่วมบ้านคงต้องนั่งลุ้น นอนลุ้นว่าจะท่วมอีกไหมในปีนี้ บางบ้านที่ยังไม่ได้ซ่อมแซม อาจด้วยเหตุผลต่างๆ นานา บ้างก็ยังตัดสินใจไม่ได้ว่าจะทาสีหรือติดวอลล์เปเปอร์ดี บ้างก็ว่ารอดูปีนี้ก่อนว่าจะท่วมอีกไหม ถ้าน้ำไม่ท่วมจึงตัดสินใจซ่อมแซมให้เรียบร้อย สำหรับบ้านที่ซ่อมแซมเรียบร้อยแล้ว เจ้าของบ้านบางคนถึงกับประชดประชันกันแรงๆ ว่า หากท่วมปีนี้อีกครั้ง คงต้องหาที่อยู่กันใหม่แล้ว เพราะคิดว่าหากต้องมาจ่ายค่าซ่อมบ้านใหม่ทุกปีๆ สู้ย้ายบ้านใหม่หนีน้ำท่วมน่าจะดีกว่า ทั้งนี้ หากคุณมีความประสงค์ที่จะเก็บบ้านเก่าไว้เป็นมรดกให้ลูกหลาน และมีเงินในกระเป๋ามากพอควร ก็สามารถตัดสินใจหาซื้อใหม่ได้โดยไม่ต้องคิดมาก แต่หากเงินในกระเป๋ามีจำกัด และต้องขายบ้านเก่าด้วยแล้วล่ะก็ คงต้องคิดหนักกันน่าดูเลยทีเดียว
สำหรับมือใหม่ที่ไม่เคยมีประสบการณ์ในการซื้อขายบ้านมาก่อน และคาดหวังจะนำเงินที่ได้จากการขายบ้านเก่าเพื่อเป็นเงินทุนสำหรับการซื้อบ้านหลังใหม่นั้น อาจต้องผิดหวังจากการขายบ้านหลังเก่า เนื่องจากมีค่าใช้จ่ายเป็นตัวเงินจำนวนมากที่ต้องจ่าย เรียกว่า “ภาษีจากการขายบ้าน” ซึ่งจะทำให้เงินที่ได้จากการขายบ้านลดน้อยลงกว่าที่ตั้งใจไว้ ส่งผลกระทบถึงเงินในกระเป๋าที่ต้องเตรียมเพื่อบ้านหลังใหม่ รวมถึงค่าตกแต่งที่เพิ่มมากขึ้นด้วย บทความนี้ขอพูดถึง ภาษีที่ควรรู้ ก่อนคิดขายบ้าน ซึ่งประกอบไปด้วยภาษีต่างๆ และค่าธรรมเนียมกรมที่ดิน ดังนี้

1. ภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย เมื่อขายทรัพย์สินที่เป็นบ้าน มีรายได้เกิดขึ้น เงินได้จากการขายต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่าย โดยใช้ราคาประเมินกรมที่ดินเป็นเกณฑ์ในการคำนวณ ทั้งนี้ กรณีที่ได้อสังหาริมทรัพย์จากการซื้อขายสามารถนำจำนวนปีที่ถือครองมาหักค่าใช้จ่ายได้ดังนี้

วิธีนับจำนวนปีที่ถือครองนั้น ยึดหลักตามปี พ.ศ. ยกตัวอย่างเช่น ซื้อบ้านวันที่ 1 ธันวาคม 2553 และขายวันที่ 10 มกราคม 2555 เท่ากับ จำนวนปีที่ถือครองคือ 3 ปี สามารถหักค่าใช้จ่ายได้ร้อยละ 77 เป็นต้น

เพื่อความเข้าใจขอยกตัวอย่างการคำนวณภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย จากกรณีตัวอย่าง นายปวีณ ซื้อบ้านพร้อมที่ดินในปี 2553 และต้องการขายบ้านในปี 2555 ราคาซื้อขาย 10 ล้านบาท โดยมีราคาประเมินอยู่ที่ 9 ล้านบาท นายปวีณ ต้องเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาหัก ณ ที่จ่ายดังนี้

267_021

จากตัวอย่างข้างต้น นายปวีณ ต้องเสียภาษีหัก ณ ที่จ่าย จำนวน 249,000 บาท ซึ่งข้อแตกต่างจากการคำนวณภาษีเงินได้ทั่วไป คือ การคำนวณภาษีจากการขายบ้านนั้น จะไม่มีการยกเว้นภาษีจากเงินได้สุทธิ 150,000 บาทแรก เนื่องจาก ไม่ใช่การคำนวณภาษีจากเงินได้สุทธิ ส่งผลให้เงินได้ 1 แสนบาทแรก ต้องเสียภาษีเงินได้ 5,000 บาท ส่วนเงินได้ตั้งแต่ 2-5 แสนบาท เสียภาษีที่ 10% เงินได้ตั้งแต่ 5 แสน - 1 ล้านบาทเสียภาษี 20%

จากตัวอย่างข้างต้น หากนายปวีณ มีรายได้จากการทำงานทั้งปีจำนวน 2 ล้านบาท เสียฐานภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาสูงสุดที่ 30% ณ สิ้นปี จะต้องนำเงินได้จากการขายบ้านจำนวน 10 ล้านบาท มารวมคำนวณเป็นเงินได้เพื่อเสียภาษีคิดเป็นรายได้รวม 12 ล้านบาทด้วยหรือไม่ เป็นคำถามที่ผู้มีเงินได้จากการทำงานทั้งหลายสงสัยกัน กรณีนี้นายปวีณ สามารถเลือกที่จะไม่นำเงินได้จากการขายบ้าน 10 ล้านบาท มารวมคำนวณเพื่อเสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาตอนสิ้นปีได้ กล่าวคือเมื่อถูกหักภาษี ณ ที่จ่ายที่ สำนักงานที่ดินแล้ว ก็ไม่ต้องยื่นเสียภาษีตอนสิ้นปีอีก

2. ภาษีธุรกิจเฉพาะ มีหลักเกณฑ์การพิจารณาภาษีธุรกิจเฉพาะจากจำนวนปีที่ได้บ้านมาว่าเกิน 5 ปีหรือไม่ โดยสามารถดูวันที่รับโอนบ้านได้จากหลังโฉนดซึ่งระบุวันที่รับโอนมา กรณีจากตัวอย่างนายปวีณ ขายบ้านภายใน 5 ปีนับแต่วันได้มา ก็ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ โดยอัตราภาษีธุรกิจเฉพาะคิดที่ร้อยละ 3.3 จากราคาขายจริงกับราคาประเมินแล้วแต่ราคาใดจะสูงกว่าให้ใช้ราคานั้น การคำนวณภาษีธุรกิจเฉพาะ กรณีนายปวีณขายบ้าน คิดเป็นภาษีธุรกิจเฉพาะ เท่ากับ 330,000 บาท (3.3*10,000,000) ทั้งนี้ หากขายบ้านที่ได้มาเกินกว่า 5 ปี นับแต่วันได้มาแล้ว จะทำให้ไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ นอกจากนี้ มีข้อยกเว้นไม่ต้องเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ 3 กรณี ดังนี้

· มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกินกว่า 1 ปี นับแต่วันที่ได้บ้านหลังนั้นมา

· ถูกเวนคืนบ้านหรือที่ดิน

· ขายบ้านหรือที่ดินที่ได้มาโดยมรดก

3. อากรแสตมป์ รายรับจากการขายบ้านหรือที่ดินนั้น ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ คิดเป็น 0.5% ของราคาประเมิน กรณีนายปวีณขายบ้าน คิดเป็นค่าอากรแสตมป์ 45,000 บาท (0.5*9,000,000) อย่างไรก็ดี หากมีการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะได้รับการยกเว้นไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์ จากตัวอย่างข้างต้นจะเสียเพียงภาษีธุรกิจเฉพาะเท่านั้น เนื่องจากถือครองบ้านไม่ถึง 5 ปี และไม่มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกินกว่า 1 ปีนับแต่วันที่ได้บ้านมา ทั้งนี้ กรณีได้รับการยกเว้นภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะต้องเสียค่าอากรแสตมป์แทน ดังนั้น หากนายปวีณ เสียภาษีธุรกิจเฉพาะแล้ว จะไม่ต้องเสียค่าอากรแสตมป์อีก ในขณะเดียวกัน หากนายปวีณ มีชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกินกว่า 1 ปี ก็จะเสียอากรแสตมป์แทนการเสียภาษีธุรกิจเฉพาะ จะสังเกตเห็นได้ว่า จะเสียภาษีธุรกิจเฉพาะหรือค่าอากรแสตมป์อย่างใดอย่างหนึ่งเท่านั้น

4. ค่าธรรมเนียมการโอน อัตราการเรียกเก็บค่าธรรมเนียมการโอนจากกรมที่ดิน คิดที่ 2% ของราคาประเมิน กรณีนายปวีณขายบ้าน ต้องเสียค่าธรรมเนียมการโอน จำนวน 180,000 บาท (9,000,000*2%)

จากตัวอย่าง หากนายปวีณต้องการขายบ้าน จำนวน 10 ล้านบาท เมื่อรวมค่าใช้จ่ายต่างๆ ทั้งภาษีเงินได้หัก ณ ที่จ่าย ภาษีธุรกิจเฉพาะ และค่าธรรมเนียมการโอนแล้ว จะมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้น 759,000 บาท หรือ คิดเป็นค่าใช้จ่าย 7.59% จากราคาขาย ซึ่งถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ค่อนข้างสูงเลยทีเดียว แล้วมีวิธีไหนบ้างที่จะพอช่วยลดค่าใช้จ่ายเหล่านี้ลงได้บ้าง

หลังจากที่ได้อ่านบทความนี้แล้ว คุณผู้อ่านสามารถประหยัดภาษีได้อย่างง่ายๆ ด้วยการโอนชื่อตัวเองให้อยู่ในทะเบียนบ้านเกินกว่า 1 ปี ก็สามารถประหยัดภาษีธุรกิจเฉพาะ จากเดิม 3.3% มาเสียเพียงค่าอากรแสตมป์ 0.5% เท่านั้น เห็นได้ว่าค่าใช้จ่ายภาษีจากการขายบ้าน หากได้ศึกษาถึงรายละเอียดอย่างถี่ถ้วนและโอนชื่ออยู่ในทะเบียนบ้านเกินกว่า 1 ปี เช่นนายปวีณ จะช่วยลดค่าใช้จ่ายการโอนบ้านได้ถึง 285,000 บาท (330,000-45,000) เลยทีเดียว

คนอง ศรีพิบูลพานิชย์ ( 21 มี.ค. 55 )
ฝ่ายวางแผนและให้คำปรึกษาการเงินส่วนบุคคล ธนาคารกสิกรไทย

บ้าน ประหยัดพลังงาน

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ความรู้ทั่วไป

บ้าน ประหยัดพลังงาน

“สภาพอากาศที่ร้อนระอุุเกิดขึ้นจากภาวะโลกร้อนที่มีสาเหตุมาจากการปล่อยก๊าซเรือนกระจกหรือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จำนวนมากอย่างต่อเนื่องของมนุษย์ และก๊าซเหล่านี้ได้ปิดกั้นให้โลกไม่สามารถระบายความร้อนออกไปยังอวกาศได้” ผลที่เกิดขึ้นก็คือ อุณหภูมิภายในโลกเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่องและทำให้อากาศแปรปรวนก่อให้เกิดภัยพิบัติธรรมชาติต่าง ๆ ตามมามากมายทั้งพายุ ฝนตก น้ำท่วม ฯลฯ

แนวคิดการกระตุ้นปลุกสำนึกการอนุรักษ์ ประหยัดพลังงาน การใช้พลังงานทดแทน จึงเกิดขึ้นมากมาย หลายโครงการ และหลายหน่วยงาน

ทีมงาน ยู -ด้า ปั้นจั่น ตระหนักดีถึงความสำคัญในเรื่องนี้ จึงขอนำเสนอ บ้านอยู่สบายประหยัดพลังงาน ของสำนักส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน(สสอ.) ซึ่งเป็นบ้านที่เน้นการออกแบบให้บ้านมีความเย็นและอยู่สบายโดยวิถีทางธรรมชาติ (Passive Cooling) เป็นหลัก ขณะเดียวกันก็ยอมรับเรื่องการออกแบบ และมีการเตรียมการสำหรับการทำให้เกิดความเย็นด้วยวิธีกลไกและพึ่งพาเทคโนโลยี (Active Cooling) อันสอดคล้องกับวิถีชีวิตในปัจจุบัน เพื่อเป็นส่วนประกอบลักษณะผสมผสานกันโดยก่อให้เกิดทางเลือกในการประหยัดพลังงานต่อภาระการทำความเย็นของเครื่องปรับอากาศในบ้านพักอาศัย โดยอย่างน้อยที่สุดให้มีการลดชั่วโมงของการทำงานในส่วนเครื่องปรับอากาศลง ซึ่งวิธีการที่มุ่งเน้น คือ การออกแบบและเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสม ซึ่งรวมไปถึงการให้ความสำคัญกับการป้องกันความร้อนเข้าสู่อาคาร

concept

1. การจัดวางตำแหน่งพื้นที่ใช้สอยให้เหมาะสมในที่ดินขนาดเล็ก และคำนึงถึงการได้รับประโยชน์จากการระบายอากาศตามธรรมชาติ

2. การเลือกใช้วัสดุที่เหมาะสมเพื่อลดการนำความร้อน โดยพิจารณาเลือกใช้วัสดุที่แตกต่างกันในส่วนของพื้นที่ที่ปรับอากาศและไม่ปรับอากาศ

3. การออกแบบรั้วโปร่งเพื่อการระบายอากาศที่ดีและการจัดเตรียมที่เก็บขยะที่ถูกสุขลักษณะ

technic1

4. การออกแบบโดยใช้ประโยชน์จากสภาพแวดล้อม

technic2

5. การป้องกันความร้อนเข้าสู่อาคาร

technic3

6. การออกแบบให้มีช่องระบายความร้อนใต้หลังคา

technic41

7. ระบบไฟฟ้าและแสงสว่างสำหรับอาคาร ซึ่งนอกจากการใช้หลักการออกแบบทางสถาปัตยกรรมที่จะช่วยลดการใช้พลังงานในอาคารและสร้างความอยู่สบายแล้วนั้น การเลือกใช้วัสดุที่เป็นฉนวนให้กับอาคาร การเลือกใช้เครื่องใช้ไฟฟ้าประหยัดไฟเบอร์ 5 หรืออุปกรณ์ไฟฟ้าประสิทธิภาพสูง เช่น หลอดประหยัดไฟประเภทหลอดฟลูออเรสเซนต์ หลอดคอมแพคฟลูออเรสเซนต์ และบัลลาสต์กำลังสูญเสียต่ำ (Low Loss Ballast) สามารถช่วยให้บ้านอยู่สบายประหยัดพลังงานทั้ง 3 รูปแบบ มีค่าไฟฟ้าลดลงได้ประมาณ 5,000-9,350 บาท/ ปี/ หลัง

ก่อสร้าง ถมดิน ปรับพื้นที่ดิน

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ความรู้ทั่วไป

ภาพ ยู-ด้า ปั้นจั่น : ภาพด้านล่างเป็นการดำเนินงานปรับถมพื้นที่ดินให้มีความพร้อม ก่อนตอกเสาเข็ม

ภาพ ยู-ด้า ปั้นจั่น ปรับพื้นที่เพื่อทำการตอกเสาเข็ม

ภาพ ยู-ด้า ปั้นจั่น การปรับพื้นที่ก่อนตอกเสาเข็ม

ภาพยู-ด้าปั้นจั่น  การปรับพื้นที่การทำการตอกเสาเข็ม

ก่อนการก่อสร้างบ้านจะต้องมีการปรับที่ดินให้มีความเหมาะสม โดยการถมและขุด หรือบางทีอาจจะใช้ทั้ง การถมและการขุดไปด้วยกัน เช่น การขุดเพื่อทำสระน้ำ, สระว่ายน้ำ, แล้วนำที่ดินที่เหลือ จากการขุดไปถม ในส่วนที่จะทำ การก่อสร้างบ้าน ให้สูงขึ้นเป็นเนิน เป็นต้น

การถมดิน

การถมดินในหน้าฝนนั้นเป็นงานอย่างหนึ่งที่ฝนพอจะมีประโยชน์ในงานการก่อสร้าง หรือจะให้ดียิ่งไปกว่านั้น ก็ควรจะเป็นช่วงก่อน หน้าฝนซักหน่อย ฝนที่ตกลงมาจะช่วยทำให้ดินที่ถมลงไปนั้นอัดแน่นขึ้น ในส่วนของการถมดินเองแบ่งได้เป็น 2 ประเภท

1. การถมแบบอัด คือการถมดินไปทีละชั้น มีความหนาชั้นละประมาณ ๒๐ - ๕๐ ซม. ขึ้นอยู่กับลักษณะดิน และการกำหนด ของผู้ออกแบบ แล้วก็บดอัดให้แน่นทีละชั้น หมดไปชั้นหนึ่งค่อยถมดินต่อ แล้วก็บดอัดอีก ทำแบบนี้จนกว่า จะได้ระดับตามที่เรา ต้องการ การถมแบบนี้จะได้ดินที่อัดแน่นดี มีการทรุดตัวน้อย

2. การถมแบบไม่อัด คือถมให้เต็มไปหมดทั้งพื้นที่ในคราวเดียว แล้วก็ค่อยบดอัดเฉพาะด้านหน้าผิวดิน การถมลักษณะนี้ ใช้ในการ ถมดินที่ไม่ต้องการความสูงมากนัก เพราะถ้าเป็นการถมค่อนข้างลึกเกินกว่า ๑.๐๐ เมตร การถมแบบไม่อัดนี้ มักจะมีปัญหา การทรุดตัว เป็นหลุมเป็นบ่อให้เห็นทีหลังได้ แต่ในการก่อสร้างบ้านนั้น โดยทั่วไปเกือบจะทั้งหมด ของโครงสร้างบ้าน จะถ่ายน้ำหนัก บน ฐานราก มีเสาเข็มเป็นส่วนรับน้ำหนัก และถ่ายน้ำหนักลงชั้นดิน ซึ่งสามารถ ตอกเข็มลึกลงไปจาก ชั้นผิวดินเดิมได้ จึงไม่เกี่ยวข้องกับ ระยะเวลา ที่เราถมดินใหม่ หรือต้องรอให้ดินทรุดตัว อัดแน่นเสียก่อน เว้นแต่เป็นโครงสร้างแบบบ้านแผ่ หรือในส่วนของอาคารที่ถูก ออกแบบ ให้วาง และถ่ายน้ำหนัก โดยตรงลงบนพื้น (Slab on Ground) เช่นโรงรถหรือถนน, ทางเท้า ซึ่งจำเป็นต้องมีการบดอัดดินที่ถม ให้แน่น จนแน่ใจว่า ไม่มีการทรุดตัวเสียก่อน จึงจะลงมือก่อสร้าง และถ้ารักจะปลูกต้นไม้ใหญ่ๆ ที่มีรากชอนไชลงไปลึก ๆ ก็ต้องพยายาม ถมดินมากกว่าถมทรายขี้เป็ด อาจถมยากหน่อย ทรุดตัวมากหน่อย ถ้ามีเวลารอก็จะคุ้ม แต่ถ้าไม่ต้องการปลูกต้นไม้ใหญ่ ๆ อาจจะเลือกถมดินในส่วนผิวหน้าก็พอ ในส่วนของดินที่ต้องการ ปลูกต้นไม้ นั้นถ้าเป็นไปได้ควร เลือกใช้ดินที่มีสีออกคล้ำ ๆ ที่เรียกว่า หน้าดิน เพราะเป็นดินที่มีฮิวมัสและบรรดาแร่ธาตุต่าง ๆ เหมาะสำหรับ การปลูกพืชต่าง ๆ คิดจะถมดินแล้ว มีปัจจัยอะไรที่ต้องคำนึงกัน บ้างในการถมดินนั้น สถานที่ที่ต่างกัน ลักษณะของการถมดินที่ต่างกัน ราคาค่าถมดินนั้นก็ย่อมจะแตกต่างกันออกไป ขึ้นอยู่กับ ปัจจัยหลายอย่าง เพราะฉะนั้น ก่อนที่ท่านจะตัดสินใจถมดิน นอกจากท่านจำเป็นต้องคำนึงถึง งบประมาณของท่าน แล้วควรพิจารณา ปัจจัยอื่น ๆ ไปพร้อม ๆ กันด้วยดังนี้

1. ชนิดของดิน

1.1 หน้าดิน ชั้น A-horizon : zone of leaching โดยทั่วไปแล้วหน้าดินตั้งแต่ระดับความลึก 0-0.50 ม. บางที่ก็ถึง1.00 ม. มักจะมีราคาแพงที่สุด เนื่องจากเป็นดินที่อุดมสมบูรณ์จะมีสีดำคล้ำๆ เหมาะสำหรับการปลูกต้นไม้
1.2 ชั้น B-horizon : zone of accumulation ชั้นดินลึกกว่าชั้น A ลงไป ดินออกสีน้ำตาลๆ มีทรายปน ราคาจะถูกลง เพราะแร่ธาตุในดินจะน้อย ถมที่ดีแต่ไม่เหมาะจะปลูกต้นไม้
1.3 ชั้น C-horizon : partially decomposed parent material ชั้นลึกลงไปมากๆ จนดินออกเป็นสีขาวๆ จะปลูกอะไรไม่ขึ้นเลย แต่นำมาใช้ถมได้ดีเพราะราคาถูกที่สุด
เพราะฉะนั้นในการเลือกดินที่จะถม จึงต้องพิจารณาด้วยว่า ท่านมีความประสงค์ที่จะนำดินไปใช้ประโยชน์อย่างไร และงบประมาณที่มีมากหรือน้อยเท่าใด

2. ลักษณะการถมดิน ถ้าใช้รถตัก-ตักดินแล้วเอามากอง ๆ ไว้ ดินจะดูเต็มเร็วแต่ดินจะไม่แน่น และจะทรุดตัวในภายหลังอย่างมากด้วย (ยิ่งถ้าเป็นงานเหมาถมดิน ควรที่จะต้องระวังเรื่องนี้ให้มาก ต้องมีคนคอยดูที่หน้างาน) ถ้าถมดินในลักษณะ ถมแล้วใช้รถบรรทุกถอยทับ ดินจะแน่นขึ้น จะได้ดินปริมาณมากและทรุดตัวในภายหลังน้อย อาจจะต้องทำการตกลงว่า จะถมอย่างเดียว หรือบดอัดด้วย ครับ

3. การขนส่งและราคาค่าขนส่ง มักจะเกี่ยวเนื่องกับระยะทาง ระหว่างบ่อดินที่เราซื้อดินมากับสถานที่ที่จะถมดิน ยิ่งไกลก็ยิ่งแพง ยิ่งในเขตตัวเมืองที่รถบรรทุกเข้าถึงได้ลำบาก อาจต้องจ่ายค่าอำนวยความสะดวกในการผ่านทางบ้าง ก็ทำให้ราคาค่าถมดิน แพงขึ้น

การรับน้ำหนักบรรทุกปลอดภัยของเสาเข็ม

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ความรู้ทั่วไป

โปรแกรมคำนวณการรับน้ำหนักบรรทุกปลอดภัยของเสาเข็ม
Hiley ‘ s Formula วิศวกร : เอกพล ฉิ้มพงษ์ สย.6751
Pile Type : I 0.18×0.18×18.00 โครงการ :
สูตร : Qu = [(WHZ)/(S+C/2)] x [(W+Pr^2)/(W+P) Factor of safety(F.S.) = 3
นน.ลูกตู้ม (W) = 4 Ton, นน.เสาเข็ม( P ) = 1.1 Ton, Equipment Loss Factor (Z) = 0.8
Temporary(C) = 1.1 , Coff. of resitution( r ) = 0.25
(S) ระยะยก ระยะยก ระยะยก ระยะยก
ระยะทรุดตัว 30 40 60 80
ซม. / ครั้ง Qu Qa Qu Qa Qu Qa Qu Qa
5.00 โปรแกรมคำนวณการรับน้ำหนักบรรทุกปลอดภัยของเสาเข็ม
Hiley ' s Formula วิศวกร : เอกพล ฉิ้มพงษ์ สย.6751
Pile Type : I 0.18x0.18x18.00 โครงการ :
สูตร : Qu = [(WHZ)/(S+C/2)] x [(W+Pr^2)/(W+P) Factor of safety(F.S.) = 3
นน.ลูกตู้ม (W) = 4 Ton, นน.เสาเข็ม( P ) = 1.1 Ton, Equipment Loss Factor (Z) = 0.8
Temporary(C) = 1.1 , Coff. of resitution( r ) = 0.25
(S) ระยะยก ระยะยก ระยะยก ระยะยก
ระยะทรุดตัว 30 40 60 80

ซม/ครั้ง Qu . Qa . QU . Qa . Qu . Qa . Qu . Qa
5.00 13.80 4.60 18.40 6.13 27.60 9.20 36.80 12.27

4.00 16.83 5.61 22.44 7.48 33.67 11.22 44.89 14.96

3.00 21.57 7.19 28.77 9.59 43.15 14.38 57.53 19.18

2.50 25.11 8.37 33.48 11.16 50.22 16.74 66.96 22.32

2.00 30.03 10.01 40.05 13.35 60.07 20.02 80.09 26.70

1.80 32.59 10.86 43.45 14.48 65.18 21.73 86.91 28.97

1.60 35.62 11.87 47.50 15.83 71.24 23.75 94.99 31.66

1.40 39.28 13.09 52.37 17.46 78.55 26.18 104.74 34.91

1.20 43.76 14.59 58.35 19.45 87.53 29.18 116.71 38.90

1.00 49.41 16.47 65.88 21.96 98.82 32.94 131.76 43.92

0.90 52.82 17.61 70.43 23.48 105.64 35.21 140.85 46.95

0.80 56.73 18.91 75.64 25.21 113.46 37.82 151.29 50.43

0.70 61.27 20.42 81.69 27.23 122.54 40.85 163.39 54.46

0.60 66.60 22.20 88.80 29.60 133.20 44.40 177.60 59.20

0.50 72.94 24.31 97.25 32.42 145.88 48.63 194.51 64.84

0.40 80.62 26.87 107.49 35.83 161.24 53.75 214.98 71.66

0.30 90.10 30.03 120.14 40.05 180.21 60.07 240.28 80.09

0.20 102.12 34.04 136.16 45.39 204.24 68.08 272.31 90.77

0.10 117.83 39.28 157.10 52.37 235.66 78.55 314.21 104.74

0.05 127.65 42.55 170.20 56.73 255.29 85.10 340.39 113.46

ตัวอย่างการอ่านค่าจากตาราง Qu = กำลังรับ นน. บรรทุกประลัยของเสาเข็ม ( ตัน )
เมื่อใช้ลูกตู้มหนัก 4 ตัน Qa = กำลังรับ นน. บรรทุกปลอดภัยของเสาเข็ม ( ตัน )
ระยะยกลูกตู้ม 30 ซม. , ระยะทรุดตัวของเสาเข็ม 1 ครั้ง เฉลี่ยจากการตอก 10 ครั้งสุดท้าย (ซม.) = 0.80
เสาเข็มจะรับน้ำหนักบรรทุกประลัย = 56.73 ตัน , Factor of safety ( F.S.) = 3
เสาเข็มจะรับน้ำหนักบรรทุกปลอดภัย = 18.91 ตัน

กฎหมายควบคุมอาคาร(สร้าง)ใหม่

Author: piledriver  //  Category: ความรู้ทั่วไป

การก่อสร้างอาคาร บ้านพักอาศัย เป็นการสร้างเพื่อแสดงถึงอาณาเขตที่เป็นสัดส่วนของบุคคล เป็นเอกสิทธิ์ที่พึงมีพึงได้ และจะต้องไม่ล่วงล้ำกรรมสิทธิ์ของผู้อื่นเช่น ที่ดินส่วนบุคคล (พื้นที่ข้างเคียง) หรือไปซ้อนทับกับที่สาธารณะของแผ่นดิน กฎหมายที่เกี่ยวข้องกับการควบคุมการก่อสร้างอาคาร บ้านพักอาศัยใหม่ ที่เราทุกคนควรศึกษาไว้ อาทิ

- อาคาร บ้านพักอาศัยสูงไม่เกิน ๘ เมตร และสร้างบนที่ดินติดถนนกว้างไม่ถึง ๖ เมตร จะต้องถอยตัวอาคารบ้านพัก ห่างจากกึ่งกลางถนน ไม่น้อยกว่า ๓ เมตร

- อาคาร บ้านพักอาศัยสูงเกินกว่า ๘ เมตร และสร้างบนที่ดินติดถนนกว้างไม่ถึง ๑๐ เมตรจะต้องถอยตัวอาคารห่างจากกึ่งกลางถนน ไม่น้อยกว่า ๖ เมตร

- อาคาร บ้านพักอาศัยสูงเกินกว่า ๘ เมตร และสร้างบนที่ดินติดถนนกว้างขนาด ๑๐-๒๐ เมตร จะต้องสร้างอาคารถอยห่างจากที่ดิน จากเขตที่ดินเป็นระยะ ๑ ใน ๑๐ เท่าของความกว้างถนน

- อาคาร บ้านพักอาศัยที่สูงเกินกว่า ๘ เมตร และสร้างบนที่ดินติดถนนกว้าง ๒๐ เมตรขึ้นไป จะต้องสร้างอาคารถอยห่างจากเขตที่ดิน เป็นระยะอย่างน้อย ๒ เมตร

- อาคาร บ้านพักอาศัยที่่สร้างใกล้แม่น้ำ คู คลอง ลำราง ที่แคบกว่า ๑๐ เมตร จะต้องถอยตัวอาคารห่างจากขอบที่ดินอย่างน้อย ๓ เมตร

- ถ้าแหล่งน้ำนั้นกว้างกว่า ๑๐ เมตร จะต้องถอยตัวอาคารห่างจากขอบที่ดินอย่างน้อย ๖ เมตร

- ถ้าเป็นแหล่งน้ำขนาดใหญ่ เช่น บึง ทะเลสาบ หรือทะเล จะต้องถอยให้ตัวอาคารห่างจากขอบที่ดินอย่างน้อย ๑๒ เมตร

- หากเป็นสิ่งก่อสร้างอื่นๆ เช่น สะพาน ท่าเรือ อู่เรือ เขื่อน มีความจำเป็นต้องสร้างรั้วชิดแหล่งน้ำ ให้ยื่นขออนุญาตต่อทางราชการต่างหากจากอาคารบ้านพักอาศัย

- ไม่สร้างอาคาร บ้านพักอาศัยให้มีส่วนหน่ี่งส่วนใด ยื่นหรือรุกล้ำเข้าไปในเขตที่ดินผู้อื่น

- หากผนังด้านข้างอาคาร บ้านพักอาศัยเป็นช่องเปิดต่างๆ เช่น ประตู หน้าต่าง แนวระเบียง จะต้องถอยร่นจากขอบที่ดินเป็นระยะ ๒ เมตร สำหรับชั้นหนึ่งและชั้นสอง และถอยเป็นระยะ ๓ เมตรสำหรับชั้นสาม

- หากผนังข้างอาคาร บ้านพักอาศัยเป็นผนังทึบ และมีความสูงไม่เกิน ๑๕ เมตร ให้เว้นระยะไว้อย่างน้อย ๕๐ เซ็นติเมตร หรือถ้าต้องการสร้างผนังให้ไปจนชิดแนวขอบจริงๆ ต้องให้เพื่อนบ้านเซ็นต์ยินยอมเสียก่อน เนื่องจากเวลาก่อสร้างนั้น ช่างอาจต้องวางนั่งร้าน เพื่อทาสีฉาบปูนในเขตที่ดินของเพื่อนบ้าน (หากพื้นที่ใช้สอยรวมแล้วกว้างกว่า ๓๐๐ ตารางเมตร จะต้องเว้นระยะห่างอย่างน้อย ๑ เมตร โดยทุกกรณี)

- กรณีที่บ้านสูงเกิน ๑๕ เมตร จะต้องให้ผนังทึบ ถอยห่างจากขอบที่ดินอย่างน้อย ๕๐ เซ็นติเมตร (หากพื้นที่ใช้สอยรวมแล้วกว้างกว่า ๓๐๐ ตารางเมตร ห้ามสร้างชิดเด็ดขาด)

- ก่อสร้างอาคาร บ้านพักอาศัยบนที่ดินนั้น ตามกฏหมายกำหนดให้เปิดเป็นที่ว่างไว้ไม่น้อยกว่า ๓๐ เปอร์เซ็นต์ โดย ๗๐ เปอร์เซ็นต์ เพื่อการก่อสร้างบ้านพักอาศัย (ที่ว่างหมายถึง พื้นที่อันปราศจากสิ่งปกคลุม ซึ่งอาจจัดเป็นบ่อน้ำ สระว่ายน้ำ บ่อพักน้ำเสีย ที่พักขยะมูลฝอย เป็นต้น)

เลือก เสาเข็มแบบตอก-เสาเข็มแบบเจาะ

Author: piledriver  //  Category: ความรู้ทั่วไป

dsc06441

ภาพจาก การดำเนินงานของทีมงาน ยู-ด้า ปั้นจั่น

การเลือกเสาเข็มแบบตอก กับ การเลือกเสาเข็มแบบเจาะ

- เสาเข็มเจาะ จะมีการหล่อเสาเข็มในสถานที่ก่อสร้าง โดยมีการเตรียมวัสดุหลักไว้หล่อเสาเข็ม อาทิ หิน ปูน ทราย และเหล็กเสริม พร้อมทั้งเครื่องขุดเจาะขาหยั่ง 3 ขา ไว้ในสถานที่ทำการก่อสร้าง
วิธีการเจาะก็คือนำเครื่องขุดเจาะขาหยังปรับตั้ง3 ขา ให้ได้ตรงแนวศูนย์กลางของเสาเข็ม เมื่อตรวจสอบถูกต้องแล้ว จึงเจาะ หลักยึดปรับแท่นเครื่องมือให้แน่นแล้วใช้กระเช้าเจาะนำเป็นรู เมื่อรูเจาะได้รับการตรวจสอบแล้วจึงให้เทคอนกรีตได้ โดยต้องรีบทำการเทคอนกรีตทันที เพื่อไม่ให้รูเจาะอ่อนตัวหรือกระทบความชื้นในอากาศนานเกินไป จนสูญเสียแรงเฉือนได้

- เสาเข็มตอก จะมีการนำเสาเข็มคอนกรีตอัดแรงลำเลียงเข้ามายังสถานที่ก่อสร้าง ส่วนการตอกเสาเข็มนั้นก็จะใช้ปั้นจั่นโครงเหล็ก หรืออาจจะใช้ปั้นจั่น(รถ)ตอกด้วยลูกตุ้มเหล็ก ความลึกของเสาเข็มขึ้นอยู่ กับสภาพพื้นดิน และที่ความลึกของแต่ละพื้นที่ไม่แน่นอน โดยส่วนใหญ่แล้ววิศวกรจะออกแบบเป็นเสาเข็มตอก เพราะควบคุมคุณภาพของงานได้ง่ายขึ้น ตั้งแต่ตัวของเสาเข็ม และวิธีการตอก ราคาของตอกเสาเข็มก็ไม่สูงมากนัก ส่่วนจะใช้การเจาะเสาเข็มก็ต่อเมื่อ เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงที่ใช้การตอกลำเลียงเข้าไปไม่ได้เพราะติดขัดด้านพื้นที่ บริเวณใกล้เคียงที่จะทำการตอกมีการก่อสร้างที่หนาแน่น หรือมีการสร้างอาคารชิดเขต จึงจำเป็นต้องเปลี่ยนมาใช้เสาเข็มเจาะแทน ส่วนค่าเสาเข็มเจาะนั้นก็จะมีราคที่สูงกว่าค่าเสาเข็มตอก และการควบคุมคุณภาพก็ยากกว่า ตั้งแต่ขบวนการเจาะการใส่เหล็ก การ หล่อคอนกรีต และการทดสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็ม แต่ไม่ว่าจะใช้บริการเสาเข็มตอกหรือเสาเข็มเจาะฐานรากของอาคารก็แข็งแรงเช่นกัน

จัดวางตำแหน่งเสาเข็มตอก

Author: piledriver  //  Category: ความรู้ทั่วไป

dsc07011

dsc06416

dsc07004

ภาพจากการดำเนินงานของ ทีมงาน ยู-ด้า ปั้นจั่น

การจัดตำแหน่งของเสาเข้มที่จะตอก

การจัดตำแหน่งของเสาเข็มที่จะตอก ต้องให้อยู่ในตำแหน่งที่วิศวกรกำ หนด ให้ผิดพลาดได้ไม่เกิน 5-10 ซม. ถ้าตอกผิดมากกว่านี้ จะเกิดแรงหนีศูนย์ขึ้น และเสาเข็มจะรับแรงโมเมนต์ดัด จะเป็นอันตรายได้ ดังนั้น จึงต้องมีการควบคุมงานอย่างใกล้ชิด ถ้าเป็นชนิดเข้มกลุ่มให้ตอกจากภายในมาสู่ภายนอก หรือถ้าตอกเข็มใกล้อาคารข้างเคียง ให้ตอกจากใกล้อาคารข้างเคียงก่อน แล้วค่อยตอกไล่ออกมาภายนอก เพราะปริมาตรดินที่เข็มแทนที่นั้น จะไปดันเข็มเดิม หรือเข็มที่ตอก ก็มีความสำคัญมาก การตอกเข็มต้องใช้หมอนรองรับ เช่น อาจใช้กระสอบหรือไม้ เพื่อลดแรงกระแทกจากลูกตุ้ม เมื่อตอกได้ความต้านทานที่ต้องการแล้ว ให้หยุดตอก เพราะถ้าทำการตอกต่อไป หัวเสาเข็มอาจเสียหายได้ เช่น ควรหยุดเมื่อผลการตอกเสาเข็มดังนี้
เสาเข็มคอนกรีต 6 – 8 ครั้ง / การจม 1 นิ้วระหว่างตอกเข็ม ต้องคอยแก้ทิศทางของเสาเข็ม ถ้าผิวหน้าไม่เรียบ เข็มอาจเปลี่ยนทิศทางได้ ถ้าระหว่างตอกเสาเข็มเปลี่ยนทิศทาง หรือตอกจมผิดปกติ เสาเข็มอาจจะหัก เสาเข็มต้นนั้นใช้ไม่ได้
การตอกเสาเข็มบริเวณดินเหนียว หรือดินตะกอน (Silt) คือดินพวกที่นํ้าหนีได้ช้า เมื่อเสาเข็มแทนที่ดินทำ ให้แรงดันของนํ้าในดิน (pore water pressure) เพิ่มขึ้น ทำ ให้มีกำ ลังดันเสาเข็มให้ลอยขึ้นมา หรือเรียกว่า เสาเข็มจะรับนํ้าหนักบรรทุกได้มากกว่าปกติในช่วงแรกของการตอก ไม่มีผลเท่าไรนัก ถ้าเข็มนั้นเราออกแบบให้รับนํ้าหนักแบบเสียดทาน แต่ถ้าเป็นเสาเข็มชนิดรับนํ้าหนักที่ปลายจะทรุดตัวเร็วในช่วงแรก และจะเป็นข้อผิดพลาดมากถ้าเราตอกเข็ม เพื่อทำ เป็นหมุดหลักฐาน ของการสำ รวจค่าระดับ เว้นแต่ได้ตอกเสาเข็มต้นใกล้เคียง เสร็จเรียบร้อยแล้ว การตอกเข็มในดินเหนียวบางชนิด ดินจะถูกรบกวนมาก ทำ ให้ดินรับนํ้าหนักได้น้อยลงอาจทิ้งไว้หลังจากตอกเสาเข้มเสร็จแล้ว หนึ่งถึงสองเดือนหรืออาจมากกว่า จึงทำ การก่อสร้างได้

งานออกแบบฐานราก โดยใช้เสาเข็ม

Author: piledriver  //  Category: ความรู้ทั่วไป

copy-of-new-image

ภาพจาก การดำเนินงานของทีมงาน ยู-ด้า ปั้นจั่น

new-image2

ภาพจาก การดำเนินงานของทีมงาน ยู-ด้า ปั้นจั่น

งานออกแบบฐานรากในงานที่ใช้เสาเข็ม ก็เพื่อใช้เสาเข็มในการรับนํ้าหนักของตัวอาคาร ซึ่งเสาเข็มจะทำการรับนํ้าหนักจากฐานรากก่อน แล้วจึงค่อยถ่ายให้ดิน จะต่างจากฐานรากแบบแผ่ ที่ดินรับนํ้าหนักจากฐากรากโดยตรง การออกแบบฐานรากที่มีความจำเป็นที่ต้องใช้เสาเข็ม เป็นเพราะดินที่อยู่ตื้นรับนํ้าหนักได้น้อย จึงต้องใช้เสาเข็มเป็นตัวช่วยถ่ายนํ้าหนักจากข้างบนลงไปยังดินชั้นล่างที่แข็งกว่า ความสามารถในการรับนํ้าหนักของเสาเข็มขึ้นอยู่กับความแข็งแรงตัวเสาเข็ม และความสามารถในการรับนํ้าหนักของดิน รอบตัวและปลายเสาเข็ม

งานวางผังอาคาร

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ความรู้ทั่วไป

ภาพจาก ยู-ด้า ปั้นจั่น

ภาพจาก:การดำเนินงานของทีมงาน ยู-ด้า ปั้นจั่น

ประโยฃน์ของการวางผังอาคาร
การวางผังอาคารนั้นก็เพื่อเราจะได้กำหนดตำแหน่งของตัวบ้านบนที่ดิน ว่าต้องการให้บ้าน สร้างให้อยู่ด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย หรือด้านขวาของที่ดิน การวางผังอาคารนั้นนอกจากเป็นสิ่งสำคัญต่อสร้างบ้านแล้ว ยังเป้นประโยชน์ต่อการตรวจสอบรายละเอียดให้ได้ความถูกต้อง สวยงาม ดังนี้
ตรวจสอบหมุดหลักเขตที่ดิน กับ โฉนดที่ดิน ว่ามีครบถ้วนหรือไม่
ป้องกันปัญหากับบ้านข้างเคียง เพราะถ้าหากว่าวางผังไปทั้งๆที่หมุดไม่ครบ ช่างอาจจะใช้วิธีวัดระยะเอา ซึ่งมีโอกาสผิดพลาด และ เกิดปัญหาขึ้นได้
ตรวจสอบผังก่อสร้าง ตำแหน่ง ทิศทาง แนวฉากเทียบกับ แนวที่จะใช้อ้างอิง (จะให้ตั้งฉากกับแนวถนน ซึ่งเป็นแนวที่ดินด้านหน้า หรือ ตั้งฉากกับแนวที่ดินด้านข้าง
เพื่อให้บ้านไม่เอียง เพื่อความสวยงามรับกับแนวถนน
ตรวจสอบส่วนที่ยื่นขององค์ประกอบอาคารตามแบบ กับแนวเขตที่ดิน
เพื่อตรวจสอบว่า ชายคา หรือสิ่งปลูกสร้างของเรา ล้าออกนอกแนวเขตที่ดินหรือไม่ (บ้านยังไม่ได้สร้าง เจ้าของบ้านจะมองตรงนี้ไม่ออก)
ตรวจสอบศูนย์เสา ระยะระหว่างเสา ระยะรวมทั้งหมด
เพื่อให้ถูกต้องตรงตามแบบก่อสร้าง
ตรวจสอบระดับบวก/ลบ 00 ในแบบเทียบกับสถานที่จริง
เพื่อให้ระดับบ้านถูกต้องตามแบบที่สถาปนิกออกไว้
ตรวจสอบหมุดอ้างอิง ตามแนวแกนเอ็กซ์ และ แกนวาย
เพื่อจะได้เส้นออฟเซ็ท ไว้สำาหรับใช้อ้างอิงฉากบ้าน ในขณะที่ทำการก่อสร้าง

ข้อสังเกต เสาเข็มคอนกรีต

Author: piledriver  //  Category: ความรู้ทั่วไป

dsc05149

ภาพจาก : งาน ยู-ด้า ปั้นจั่น

เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง ที่นำมาตอกนั้น วัสดุหลักในผลิตเสาเข็มคอนกรีตที่สำคัญนอกจากลวดเหล็กอัดแรง ซึ่งต้องเป็นลวดที่มีคุณสมบัติมีแรงดึงสูงสามารถรับแรงดึงได้สูงแล้ว ส่วนผสมของคอนกรีตก็เป็นวัสดุที่สำคัญในการหล่อเสาเข็มคอนกรึต ซึ่งกระบวนการผลิตให้ได้เสาเข็มที่มีคุณสมบัติที่ดีก็ต้องปฏิบัติเป็นไปตามมาตราฐานดังนี้
- มาตรฐานงานคอนกรีตและคอนกรีตเสริมเหล็ก
- มาตรฐานงานคอนกรีตอัดแรง
- มาตรฐานงานเหล็กเสริมคอนกรีต
กำลังอัดประลัยของคอนกรีตต้องเป็นไปตามที่รายการกำหนด แต่ต้องไม่น้อยกว่าค่าที่ได้กำหนดไว้ใน มอก. เสาเข็มคอนกรีตประเภทนั้น ๆ เสาเข็มที่นำมาใช้ต้องมีความยาว เนื้อที่หน้าตัดที่กดบนดิน (PROJECTED AREA) และรับน้ำหนักบรรทุกได้ตามที่ระบุในแบบหรือในรายการประกอบแบบเฉพาะงาน รูปร่างภายนอกของเสาเข็มต้องเหมือนกันตลอดความยาวของเสาเข็ม ยกเว้นส่วนหัวเสาเข็มที่รับตุ้มตอกเสาเข็ม สำหรับส่วนปลายเสาเข็มในระยะซึ่งยาวไม่เกิน 1.5 เท่าของความกว้างของเสาเข็มยอมให้สอบปลายได้ เสาเข็มจะนำมาตอกใช้งานได้ต่อเมื่ออายุของคอนกรีตของเสาเข็มนั้นเป็นดังนี้
1. สำหรับเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือเสริมเหล็กอัดแรงที่หล่อด้วยปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 1
หรือประเภท 5 คือ 28 วัน
2. สำหรับเสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือเสริมเหล็กอัดแรงที่หล่อด้วยปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ประเภท 3 คือ 7 วัน
* กรณีที่ต้องการนำเสาเข็มคอนกรีตในข้อ (1) มาใช้ก่อนกำหนดเวลา กำลังคอนกรีตของเสาเข็มต้องมีค่าไม่น้อยกว่า ค่ากำลังอัดประลัยของคอนกรีตที่อายุ 28 วัน ทั้งนี้ต้องส่งผลการทดสอบกำลังของคอนกรีตมาให้วิศวกรของผู้ว่าจ้างเห็นชอบก่อน
* ส่วนกรณีที่ใช้สารเคมีผสมเพิ่มเพื่อเร่งกำลังของคอนกรีต ต้องได้รับความเห็นชอบจากวิศวกรของผู้ว่าจ้างก่อน เพื่อกำหนดอายุของเสาเข็มที่จะนำมาตอกใช้งาน
ลักษณะเสาเข็มที่ดี เสาเข็มต้องมีลำต้นตรง ระยะความงอที่ส่วนใด ๆ ของเสาเข็มนี้ ถ้าวัดระหว่างเส้นตรงที่ต่อปลายทั้งสองของส่วนงอกับผิวกับผิวด้านใด ๆ ก็ตาม ต้องไม่เกินความยาวส่วนที่งอ หารด้วย 360 หากเป็นเสาเข็มกลวงหรือเว้าข้าง รูกลวงหรือส่วนเว้าข้างต้องไม่ทำให้หน้าตัดเสาเข็มเสียศูนย์

ข้อสังเกต : เสาเข็มที่มีมาตราฐานที่ดี ต้องไม่ชำรุด แตก หักง่าย ทนต่อการกระทบกระเทือนระหว่างการเคลื่อนย้าย หรือการขนส่ง และต้องมีความแข็งแรงทนทานต่อการตอกของตุ้มตอกเสาเข็ม