คำนวณ ปริมาณดิน เพื่อถม ที่ดิน

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ข่าวสารที่น่าสนใจ

มาตราวัดพื้นที่ไทย

1 ไร่ = 4 งาน

1 งาน = 100 ตารางวา

ดังนั้น 1 ไร่ = 400 ตารางวา

1 ตารางวา = 4 ตารางเมตร = 2 เมตร x 2 เมตร

1 ตารางเมตร = 1 เมตร x 1 เมตร

ดังนั้น ที่ดิน 1 ไร่ จะเท่ากับ 1,600 ตารางเมตร

 

ตัวอย่าง (การคำนวณขนาดพื้นที่)

พื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา

1 ไร่ = 4 งาน = 400 ตารางวา

2 งาน = 200 ตารางวา

1 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา = 400 + 200 + 95 = 695 ตารางวา (หรือเท่ากับ 695 x 4 = 2,780 ตารางเมตร)

 

ตัวอย่าง (การคำนวณปริมาณดินที่ต้องใช้)

ถ้าต้องการถมดิน พื้นที่ 1 ไร่ 2 งาน 95 ตารางวา ถมสูงจากดินเดิม 1.2 เมตร

จะใช้ดิน 2,780 x 1.2 เมตร = 3,336 คิว

นำจำนวนคิวที่ได้มา คูณกับราคาที่ตกลงไว้ ขึ้นอยู่กับการตกลง

 

ขั้นตอนเสนอราคา เรามีวิธีการตรวจสอบราคา ก่อนตัดสินใจดังนี้

หาข้อมูลกลับไปว่า ถ้าว่าจ้างแบบเป็นคิว หรือ เป็นคันรถ ราคาในการถมพร้อมบดอัด ตกคิวละเท่าไรเมื่อได้ราคาต่อคิวแล้ว เรามีวิธีการตรวจสอบปริมาณในการถมดินในที่ดินของเรา ดังนี้แปลงที่ดินของเรา จากตารางวา เป็นตารางเมตร โดยการ เอา 4 คูณจำนวนตารางวา เช่นที่ดิน 100 ตารางวา คูณ 4 จะได้ 400 ตารางเมตรถ้าถมสูง 1 เมตร เอาความสูง คูณ จำนวนตารางเมตร ในที่นี้ คือ เอา 1 x 400 = 400 คิว เผื่อบดอัดด้วยรถแทรกเตอร์ ประมาณ 20 % (80 คิว) ดังนั้นจำนวนดินที่จะใช้จริง คือ 480 คิวถ้าถมสูง 1.5 เมตร เอาความสูง คูณ จำนวนตารางเมตร ในที่นี้ คือ เอา 1.5 x 400 = 600 คิว เผื่อบดอัดด้วยรถแทรกเตอร์ ประมาณ 20 % (120 คิว) ดังนั้นจำนวนดินที่จะใช้จริง คือ 720 คิวดินที่เหมาะที่จะนำมาใช้ถม ควรจะ เป็นดินท้องนา ในกรณีที่ที่ดินที่จะถม มีบ่อ หรือหลุมลึก ควรใช้ทราย เพื่อป้องกันการทรุดตัว เพราะเนื้อทรายละเอียดกว่าระดับที่จะถมตกลงให้ชัดเจน โดยอาจจะทำเครื่องหมายไว้ที่ที่ดินของเรา ส่วนการบดอัดเป็นอย่างไร บดอัดแน่นแค่ไหนหลีกเลี่ยงการถมดินหน้าฝน เพราะช่วงหน้าฝนจะทำงานลำบาก และหาดินที่มาถมยาก

ที่มาแหล่งข้อมูล http://www.selectcon.com

เสาเข็มเจาะ (ตรวจความสมบูรณ์เสาเข็ม)

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized

บทคัดย่อ 

การตรวจความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะทางอ้อมโดยวิธี โซนิก อินเทก ’ กริที เทสท์ (Sonic Integrity Test) หรือที่รู้จักกันในชื่ออื่นว่า Seismic Test หรือ Echo Test นั้น ได้รับความนิยมทั่วโลก เพราะสามารถตรวจได้รวดเร็วและราคาไม่แพง แต่มีข้อจำกัดที่ต้องดำเนินการโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่รอบรู้ท ั้งงานเสาเข็มและชั้นดินจึงจะ วิเคราะห์และแปลคลื่นสัญญาณออกมาได้ถูกต้องน่าเชื่อถือ ซึ่งในหลายประเทศได้ป้องกันความผิดพลาดโดยการจัดทำข้อกำหนดมาตร ฐานการตรวจสอบ และการวิเคราะห์ไว้ ซึ่งแตกต่างจากประเทศไทยที่มีการใช้เสาเข็มเจาะกันมากประเทศหนึ ่งในโลก แต่ยังไม่มีสถาบันทางวิศวกรรมกำหนดหรือควบคุมการตรวจสอบ ให้การรับรองหรือกำหนดคุณสมบัติของผู้ตรวจสอบและวิเคราะห์การตร วจสอบโดยวิธีนี้ไว้ทำให้ผู้ประกอบการที่มีประสบการณ์ไม่เพียงพอเสนอตัวเข้ามาทำการ ตรวจสอบ และพบว่ารายงานสรุปการตรวจสอบในหลายกรณีโดยผู้มีประสบการณ์ไม่เ พียงพอให้ผล ไม่สอดคล้องกับสภาพจริง (Features) ของตัวเสาเข็ม บทความนี้จึงได้รวบรวมข้อแนะนำ วิธีการวิเคราะห์และการแปลสัญญาณจากแหล่งต่างๆตลอดจนจากประสบการณ์บางส่วนของผู้เขียนเอง เพื่อให้ผู้ที่อาจเกี่ยวข้องกับการตรวจสอบโดยวิธีนี้นำไปใช้พิจ ารณาประกอบการ วิเคราะห์และสรุปผลตามควรแก่กรณี 

1.บทนำ 
การตรวจสอบความสมบูรณ์ (Integrity) ของเสาเข็มโดยใช้วิธีLow - Strain Sonic Integrity Testing (LST) ซึ่งเป็นวิธีการตรวจสอบทางอ้อม (Indirect Testing) ได้รับความนิยมแพร่หลายระบบหนึ่งเนื่องจากตรวจได้รวดเร็วและราค าประหยัด แต่การวิเคราะห์ผลต้องอาศัยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญที่มีความรู้ทั้ง เรื่องเสาเข็มและ สภาวะของชั้นดินที่อาจมีอิทธิพลต่อคลื่นสัญญาณสะท้อนกลับที่ตรว จจับได้โดย Sensor ที่หัวเสาเข็ม ซึ่งอาจมีสาเหตุทั้งที่เกิดจากสภาพโครงสร้างของเสาเข็มเอง(Structural Conditions) หรือจากสภาพชั้นดิน (Geotechnical Condition) รอบเสาเข็มอยู่ก็ได้ หากการวิเคราะห์กระทำอย่างง่ายๆ โดยผู้ที่มีความรู้หรือประสบการณ์ที่จำกัดแล้ว การแปลสัญญาณอาจผิดพลาดไม่สอดคล้องกับความเป็นจริง เนื่องจากเสาเข็มเจาะมีราคาต้นละหลายหมื่นถึงหลายแสนบาท ผู้เกี่ยวข้องจึงควรพิจารณาอย่างรอบคอบในการว่าจ้างผู้ตรวจสอบโ ดยไม่ควรพิจารณาเฉพาะราคาเท่านั้น ในหลายประเทศมีการป้องกันโดยกำหนดมาตรฐานการทดสอบไว้ เช่น AS 2159-1955 Section 8.5[3] , อเมริกามี ASTM D 5882[1] , จีนมี JGJ / T93-95[4] , ฝรั่งเศล มี Norme Francaise NFP94-160-2[7] , สหราชอาณาจักร มี ICE Specification for Piling [5] ,เยอรมัน มี German Society for Geotechiques E.V. Dynamic Pile Integrity Tests - Draft[6] เป็นต้น บทความนี้จึงรวบรวมข้อแนะนำจากแหล่งต่างๆ ร่วมกับประสบการณ์ของผู้เขียนที่เกี่ยวข้องกับการตรวจสอบเสาเข็ มโดยวิธีนี้มาตั้งแต่ปี ค.ศ. 1980 โดยจะกล่าวถึงตัวแปรต่างๆ ที่มีอิทธิพลต่อคลื่นสัญญาณที่ต้องนำมาพิจารณาร่วมใน การสรุปผลการตรวจความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะ ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริงของตัวเข็ม 

2.คำจำกัดความต่างๆ ที่เกี่ยวกับ Sonic Integrity Test 
Pile Integrity ; คือ การประเมินคุณสมบัติทางกายภาพของรูปร่างเสาเข็ม , ความต่อเนื่องของตัวเสาเข็มและคุณภาพของคอนกรีตที่ใช้หล่อตัวเส าเข็ม โดยใช้คลื่นสั่นสะเทือน (Stress Wave) วิ่งผ่านคอนกรีตสู่ด้านล่างและจับคลื่นที่สะท้อนกลับมาที่หัวเส าเข็มโดยอุปกรณ์ตรวจจับ (Sensor) ที่ติดตั้งไว้ที่หัวเสาเข็ม การสะท้อนกลับของคลื่นสัญญาณที่จับได้อาจเกิดขึ้นจากการเปลี่ยน แปลงของชั้นดินได้เช่นกัน 

Impedance , (Z) ; คือ พฤติกรรมการตอบสนองของเสาเข็มต่อการเคลื่อนที่ของคลื่นสั่นสะเท ือน (Stress Wave) ที่เกิดจากการกระตุ้นทางกลให้กระจายผ่านในวัสดุเสาเข็มเป็นสำคั ญ หากคุณสมบัติของวัสดุเสาเข็มมีการเปลี่ยนแปลงค่าอิมพีแด๊นจะเปล ี่ยนแปลงไปด้วย และจะมีผลต่อการกระจายหรือการสะท้อนกลับของคลื่นในเสาเข็มที่หน ้าตัดและคุณสมบัติของ คอนกรีตสม่ำเสมอตลอดทั้งต้นจะมีค่าอินพีแด๊นที่คงที่ไม่เปลี่ยน แปลง ค่าImpedance , (z) สำหรับ Low Strain Integrity Test จะหาได้ตามสมการที่ (1) 

Pile Defect ; หมายถึง เสาเข็มที่ก่อสร้างแล้วมีโครงสร้างไม่เป็นตามที่กำหนดไว้ หากเกิดขึ้นอย่างเด่นชัด (Major Defect)แล้วอาจกระทบต่อการรับน้ำหนักทั้งระยะสั้นและยาวได้ ในเสาเข็มเจาะอาจยอมให้มีความไม่สมบูรณ์ส่วนน้อย (Minor Defect)เกิดได้โดยจะไม่มีผลกระทบต่อความมั่นคงในการรับน้ำหนักที่ออกแบ บไว้ Turner , [10] 

3.หลักการในการตรวจสอบ 
การทดสอบกระทำโดยใช้ฆ้อนขนาดเล็ก เคาะคอนกรีตที่หัวเสาเข็มและ จับคลื่นสะท้อนกลับโดย Sensor ที่หัวเสาเข็ม ตามรูปที่ 1 แรงจากค้อนขนาดเล็กที่เคาะ จะก่อให้เกิดคลื่นสั่นสะเทือน (Compressive shock wave)เคลื่อนลงสู่ปลายด้านล่างและ สะท้อนกลับขึ้นสู่หัวเสาเข็มทั้งหมด หรือแต่เพียงบางส่วนซึ่ง จะขึ้นอยู่กับค่า Impedance ว่าเกิดมีการเปลี่ยนแปลง ที่ปลายเสาเข็มหรือจาก ตำแหน่งใดๆ ในตัวเสาเข็มหรือไม่ หรือจากสภาพของตัวเสาเข็มเอง การที่คลื่น Stress wave เคลื่อนที่ผ่านไปตามวัสดุตัวเสาเข็ม ด้วยอัตราความเร็ว c , ใช้เวลาเข้ากับ t (คิดจากเวลาที่เริ่มเคาะถึงเวลาที่คลื่น สะท้อนกลับถึงหัวเสาเข็ม) ทำให้สามารถหาระยะทางที่คลื่น Stress waveเดินทางได้จากสมการ t = 2L/c หรือ L = c.t /2 โดย L คือระยะทางจากหัวเสาเข็มถึง ระดับที่คลื่นสะท้อนกลับ ถ้าประเมินค่า c ได้ใกล้เคียงและบันทึกเวลา t ไว้ได้ถูกต้องก็จะคำนวณหาความยาวของ เสาเข็มหรือระดับที่คลื่นสะท้อนกลับได้ ซึ่งสามารถนำมาเทียบกับข้อมูลที่ก่อสร้างไว้ หากการเปรียบเทียบได้ความยาวตรงกันจะ ทำให้หาระดับที่คลื่นสะท้อนกลับที่จุดใดๆได้ถูกต้องด้วย แต่หากการเปรียบเทียบขัดแย้งกันมากจะต้อง ทำการตรวจสอบหาสาเหตุที่ทำให้เกิดข้อแตกต่างนี้ โดยอาจจะเป็นผลกระทบจากสภาพของเสาเข็ม (Feature) หรือจากเรื่องอื่นๆ เช่นสภาวะชั้นดิน เป็นต้น 

4.การเคลื่อนที่ของคลื่นสัญญาณในตัวเสาเข็ม 
Low Strain Integrity Test (LST) คือ การตรวจสอบที่ใช้การวิเคราะห์คลื่นสะท้อนกลับขึ้นสู่หัวเสาเข็ม เป็นหลัก โดยทั่งไปคลื่นจะสะท้อนกลับจากระดับที่เกิดมีการเปลี่ยนแปลง เช่น คุณสมบัติของวัสดุ ขนาดของหน้าตัด หรือจากระบบของการยึดเกาะกันของเสาเข็มกับดินโดยรอบ (Pile - Soil System) เสาเข็มแม้จะฝังในชั้นดินที่มีคุณสมบัติสม่ำเสมอเป็นชนิดเดียวก ัน (Uniform Homogeneous Soils) แต่การเดินทางของคลื่นลงสู่เบื่องล่างก็ยังมีปัจจัยหรืออิทธิพล เกี่ยวข้องได้อีก คือ (ก) คุณสมบัติของวัสดุเสาเข็มเอง (ข) ความอ่อนหรือแข็ง (Stiffness) ของชั้นดิน (ค) ความไม่สม่ำเสมอของรูปทรงภายนอกหรือคุณสมบัติภายในของเสาเข็ม เป็นต้น เสาเข็มที่มีอิมพีแด๊นสม่ำเสมอไม่เปลี่ยนแปลงแต่ถ้ามีความยาวมา กๆ แล้วคลื่นสัญญาณมักไม่มีการสะท้อนกลับมาที่หัวเสาเข็มแต่จะซึมซ ับหายเข้าไปในชั้นดิน ส่วนเสาเข็มที่ฝังในชั้นดินที่มีคุณสมบัติไม่สม่ำเสมอ (None Homogeneous Soils) นั้น อิทธิพลของชั้นดินจะมีผลต่อ Stress waveได้ เช่น ชั้นดินเปลี่ยนดินเหนียวอ่อน เป็นดินเหนียวแข็งจะทำให้คลื่นเกิดสะท้อนกลับแต่เพียวบางส่วนหร ือทั้งหมด ในลักษณะคล้ายกับอิมพีแด๊นของเสาเข็มเกิดการเปลี่ยนแปลง 

การเปลี่ยนแปลงของอิมพีแด๊นจะขึ้นอยู่กับคุณสมบัติทั้งของเสาเข ็มและของชั้นดิน ดังนั้นแม้ว่าจะพบการเปลี่ยนแปลงของอิมพีแด๊น แต่ก็ยังสรุปโดยทันทีไม่ได้ว่าการเปลี่ยนแปลงนั้นมีสาเหตุตายตั วมาจากข้อหนึ่งหัวข้อใด เช่น (ก) ขนาดเสาเข็ม (ข) คุณภาพวัสดุเสาเข็ม หรือ (ค) เปลี่ยนแปลงของชั้นดิน แต่ต้องนำมาข้อมูลอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องทั้งหมดมาพิจารณาประกอบอย่างละเอียดก่อนทำการตัดส ินใจสรุป 

5.การแยกหมวดหมู่ของคลื่นสัญญาณทดสอบที่ตรวจจับได้ 
เนื่องจากอิมพีแด๊นอาจเกิดการเปลี่ยนแปลงขึ้นได้จากสาเหตุหลายป ระการดังนั้นเพื่อให้การวิเคราะห์และแปลความหมายทำได้ง่ายและถูกต้อง มากขึ้นTurner , [10] จึงได้เสนอการจัดหมวดหมู่ของคลื่นสัญญาณสะท้อนกลับที่ตรวจจับได ้ที่หัวเสาเข็มไว้เป็น 3 ประเภท คือ 

5.1 Type O Signal : เป็นคลื่นสัญญาณที่ไม่สามารถตรวจจับคลื่น ที่สะท้อนกลับมาจากปลายเสาเข็มได้ เนื่องจากคลื่นสัญญาณถูกซึมซับ (Damping Effect) โดยชั้นดินรอบ ๆ เสาเข็มจนเจือจางมากทำให้ไม่สามารถสังเกต เห็นได้จากอุปกรณ์ตรวจจับ ดังนั้นคลื่นสัญญาณที่ตรวจจับได้นี้จะบอกเป็น นัยว่าในระดับความลึก ประสิทธิผลที่คลื่นสามารถผ่านลงไปได้นั้น ไม่ปรากฏว่ามีการเปลี่ยนแปลงค่าอิมพีแด๊น ของตัวเสาเข็มมากพอ ที่จะสามารถตรวจจับได้จากการทดสอบ แสดงว่าเสาเข็มไม่มีปัญหา และคลื่นสัญญาณชนิดนี้ตาม รูปที่ 2 

5.2 Type 1 Signal : แสดงคลื่นสัญญาณสะท้อนกลับให้เห็น อย่างชัดเจนหนึ่งตำแหน่ง แสดงว่าเสาเข็มต้นที่ทดสอบนี้ค่าอิมพีแด๊น มีการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนอยู่หนึ่งตำแหน่งซึ่ง อาจเป็นที่ตำแหน่งปลายเสาเข็มหรือ ระดับความลึกอื่นในตัวเสาเข็ม แล้วแต่กรณีโดยไม่ปรากฏว่ามีคลื่นสะท้อนอื่น ๆ ที่สำคัญให้เห็นในสัญญาณทดสอบอีก (คลื่นสะท้อนอื่น ๆ ที่สำคัญ หมายถึง คลื่นสะท้อนที่มีระดับความเข้มประมาณ 50% ของคลื่นสะท้อนจากปลายเสาเข็ม) สัญญาณ Type 1 Signal ตามรูปที่ 3 นี้ คล้ายกับสัญญาณปกติตามทฤษฎี และสามารถเข้าใจได้ไม่ยาก ในกรณีที่อิมพีแด๊นเกิดการเปลี่ยนแปลง อย่างมากหรือคอนกรีตตัวเสาเข็ม ขาดความต่อเนื่องคลื่นสัญญาณจะ เกิดการสะท้อนกลับซ้ำที่ตำแหน่งเดิม โดยจะแสดงให้เห็นจากคลื่นสัญญาณสะท้อนซ้ำๆเกิดขึ้นเป็นระยะทางเท่าๆกัน ตามรูปที่ 4 แสดงว่าเสาเข็มเกิดปัญหา 

5.3 Type 2 Signal : เป็นสัญญาณที่ประกอบด้วยคลื่นสะท้อนกลับ ที่สำคัญมากกว่าหนึ่งตำแหน่งและ มีการทับซ้อนกันของคลื่นที่สะท้อนกลับมาจาก ตำแหน่งที่ต่างกันในตัวเสาเข็ม จนทำให้การแปลความหมายคลื่นสัญญาณเป็นไป ด้วยความยุ่งยากมากกว่า Type 0 และ Type 1 การแปลคลื่นสัญญาณแบบนี้จะยุ่งยาก คือ การที่สามารถเห็นคลื่นสัญญาณที่สะท้อนกลับ จากตำแหน่งปลายเสาเข็มตามความยาว ที่คาดหมายไว้ได้อย่างชัดเจนและยังมีคลื่นสะท้อนกลับ จากตำแหน่งอื่นในเสาเข็มที่อิมพีแด๊น เกิดมีการเปลี่ยนแปลงมาให้เห็นด้วย ตามรูปที่ 5 ในบางกรณี คลื่นสัญญาณ Type 2 นี้อาจมีคลื่นสะท้อนหลายตำแหน่งแต่คลื่นดังกล่าว ไม่แสดงความชัดเจนใดๆ ให้เห็นเลยก็ได้ คลื่นสัญญาณในลักษณะ Type 2 นี้จะมีสารพัดรูปแบบจนการอธิบายคลื่นสัญญาณ จะกระทำแบบปกติโดยผู้ไม่ชำนาญไม่ได้ Turner [10] ได้แสดงความเห็นไว้ว่าคลื่นสะท้อนกลับ จากปลายเสาเข็มในคลื่นสัญญาณแบบ Type 2 นี้ จะสามารถจำแนกออกได้จากประสบการณ์ และวิจารณญาณของวิศวกรผู้ตรวจสอบ ที่เชี่ยวชาญเท่านั้นในขณะที่ Amir , [2] 
กล่าวว่าให้ระวังผู้เชี่ยวชาญการวิเคราะห์ประเภทใช้วาทะศิลป์ (Artistical Approach) ใช้วิธีการแบบหมอดูลายมือ (Palm Readers) คือ จะดูแต่รูปสัญญาณโดยไม่สนใจข้อมูลอื่นพิจารณาประกอบ ซึ่งผู้เชี่ยวชาญกลุ่มนี้จะชอบคลื่น สัญญาณที่ดูย่งยากเนื่องจากจะแปลอย่างไรก็ได้ (the more ambiguous the reflectogram , the better.) และ Sliwinski and Fleming , [5] ก็ได้กล่าวไว้ว่างานตรวจสอบโดยวิธีนี้เป็นงานของผู้ที่มีประสบก ารณ์เท่านั้น ไม่ใช่งานที่เหมาะสมกับมือสมัครเล่น (Experience and skill are necessary in the execution and interpretation of all such tests and that it is not a suitable activity for unskilled amateurs.) 

6.ขั้นตอนการวิเคราะห์และแปลความหมายของคลื่นสัญญาณ 
การจะวิเคราะห์และแปลความหมายคลื่นสัญญาณที่ตรวจจับได้ที่ตรวจเ สาเข็ม (Reflectogram) ให้ได้ผลที่น่าเชื่อถือและมีความถูกต้องนั้น โดยทั่วไปจะต้องดำเนินการเป็นสองขั้นตอน คือ 

- ขั้นตอนแรก ให้คำนวนหาระดับหาความลึกที่อิมพีแด๊นมีการเปลี่ยนแปลงจากคลื่น สัญญาณ โดยการวิเคราะห์รูปแบบที่เปลี่ยนแปลงให้เห็นถึงรูปลักษณ์ของเสา เข็ม เช่น เป็นการเพิ่มหรือลดอิมพีแด๊นของตัวเสาเองใช่หรือไม่ (หากใช่ก็แสดงเป็นนัยว่า Structural Impedance Change) ซึ่งขั้นตอนนี้เป็นการพิจารณาจากคลื่นสัญญาณทดสอบ (Acoustic Interpretation)อย่างเดียวก่อน 

- ขั้นตอนที่สอง เป็นการแยกแปลความหมายของรูปลักษณะหรือสภาพของเสาเข็ม (Features) แต่ละรูปแบบจากข้อมูลของการก่อสร้างเสาเข็ม ซึ่งต้องพิจารณาข้อมูลต่างๆ ทุกชนิดที่เกี่ยวข้องประกอบ เช่น ชั้นดินในหน่วยงาน , ระเบียนการก่อสร้างเสาเข็มโดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องของระบบเสาเข ็ม (เจาะแห้งหรือเจาะเปียก , ความยาวปลอกเหล็กชั่วคราว , ปริมาณคอนกรีตที่ใช้และปัญหาในระหว่างการก่อสร้าง เป็นต้น) 

หลังจากนั้นจึงตั้งสมมุติฐานตามลักษณะคลื่นสัญญาณว่าการเปลี่ยน แปลงของอิมพีแด๊นเกิดจากอะไร มาจากสาเหตุเดียวหรือจากหลายๆ สาเหตุรวมกัน การแปลความหมายของส่วนข้องต้นจะสามารถเห็นความแตกตางระหว่างการ รู้อะไรจากผลการวิเคราะห์ และอะไรคือการสรุปที่ต้องใช้ข้อมูลมากกว่าที่คลื่นสัญญาณทดสอบ จะให้ได้ซึ่งรวมถึงการใช้ขอบเขตวิจารณญาณและประสบการณ์ของผู้แป ลสัญญาณด้วย และต้องพึงระลึกเสมอว่าการตรวจสอบด้วยวิธี Low Strain Sonic Integrity Test นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยในการวิเคราะห์สภาพของเสาเข็ม (Pile Features) ไม่ใช่เพื่อตรวจสอบประสิทธิภาพของเครื่องมือหรือของวิศวกรผู้เช ี่ยวชาญว่าจริงหรือไม่ ดังนั้นผู้เกี่ยวข้องจึงต้องให้ข้อมูลแก่วิศวกรผู้เชี่ยวชาญให้ มากที่สุดเท่าที่มีอยู่ เพื่อให้ผลการวิเคราะห์ทำได้ถูกต้องมากที่สุด 

7.การแปลสัญญาณโดยใช้ Beta Method 
ได้มีผู้ตรวจสอบบางรายนำ Beta - method ที่ใช้ในงานทดสอบDynamic Load Test ที่แนะนำโดย Rausche and Goble [8]มาใช้ในการตรวจสอบโดย LST ซึ่งไม่น่าจะถูกต้องเพราะ LSTไม่มีการติดตั้งอุปกรณ์ตรวจวัดแรงจากค้อนขนาดเล็กที่หัวเสาเข็ม และเครื่องมือไม่สามารถแยกแยะเองได้ว่าการเปลี่ยนแปลงของอิมพีแ ด๊นเกิดจากโครงสร้างเปลี่ยนแปลง (Structural Change) , ชั้นดินเปลี่ยนแปลง (Geotechnical Change) หรือจากวิธีการก่อสร้าง (Construction Method) กันแน่เปรียบเช่นการ X - Ray หรือ Ultra Sound ในทางการแพทย์ที่เครื่องระบุไม่ได้ว่าคนไข้เป็นอะไรต้องการให้แ พทย์ผู้เชี่ยวชาญ วิเคราะห์ฟิล์มร่วมกับประวัติคนไข้ฉันใด การตรวจเสาเข็มวิศวกรผู้เชี่ยวชาญก็ต้องวิเคราะห์คลื่นสัญญาณร่ วมกับข้อมูลอื่นของเสาเข็มฉันนั้น โดยธรรมชาติของเสาเข็มเจาะในชั้นดินอ่อนกรุงเทพฯ15 เมตร บนต้องใช้ปลอกเหล็กชั่วคราวจนทำให้เสาเข็มส่วนบนมีขนาดใหญ่กว่า ปกติเสมอ (รูปที่ 6) หากตรวจโดยระบบ b อาจคิดว่าเสาเข็มมีปัญหาแต่แท้จริง แล้วเสาเข็มมีสภาพสมบูรณ์ตามธรรมชาติของงานเพียงแต่ช่วง 15 เมตร บนมีขนาดใหญ่กว่าแบบซึ่งเห็นได้จากรูปที่ 7 ที่ถ่ายจากงานขุดห้องใต้ดิน 4 ชั้นทำให้มองเห็นหัวเสาเข็มที่อยู่สูงกว่าปลายปลอกเหล็กชั่วคราวเล็ กน้อยว่า มีขนาดใหญ่กว่าเสาเข็มที่ระดับต่ำกว่าปลายปลอกเหล็ก

8.บทสรุป 
การตรวจสอบความสมบูรณ์ของเสาเข็มเจาะโดยวิธี โซนิกอินเทก’ กรีที เทสติ้ง เป็นวิธีที่เหมาะสม , ทำให้รวดเร็วและราคาประหยัดแต่ต้องทำการวิเคราะห์และแลคลื่นสัญญาณโดยวิศวกรผู้เชี่ยวชาญผู ้ที่รู้เรื่องงานเสาเข็มเจาะ และชั้นดินด้วยเท่านั้นจึงจะแปลได้ถูกต้อง 

ที่ดิน เลือก ลงทุนเพื่อทำกำไร

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ความรู้ทั่วไป

ที่ดินเปล่า เป็นอสังหาริมทรัพย์ลงทุน ที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะ ที่ดินแปลงขนาดย่อมๆ ในย่านที่ไม่ไกลชุมชน ที่ความเจริญกำลังเข้าถึง ที่เป็นเช่นนี้ เนื่องจากเป็นสินทรัพย์ที่ไม่เสี่ยง แต่สามารถให้ผลตอบแทน ได้ดีกว่าการลงทุนชนิดอื่นๆ และมักให้ผลตอบแทนได้ดีกว่า เงินเฟ้อจุดน่าสนใจอีกอย่างหนึ่ง ก็คือ เมื่อลงทุนแล้ว สามารถเพิ่มค่าขึ้น ได้เอง โดยอัตโนมัติ ตามความเจริญในพื้นที่ โดยไม่ต้องทำอะไรเลย เงินลงทุนก็ใช้น้อยกว่าการลงทุนในอสังหาริมทรัพย์ประเภทอื่น ไม่มีภาระ และ ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษา และ ไม่ต้องกังวล กับการเสื่อมค่า หรือ การสึกหรอ ของสิ่งปลูกสร้างแต่อย่างใดแต่เดิมมา ช่องทางการลงทุนชนิดนี้ จะจำกัดอยู่ในวงแคบ เฉพาะผู้มีอันจะกินเท่านั้น เนื่องจากการซื้อที่ดินเปล่า ธนาคารมักไม่ค่อยปล่อยกู้กัน ถ้าคิดจะซื้อเก็บไว้ลงทุน ต้องซื้อเป็นเงินสดเพียงสถานเดียวแต่ปัจจุบัน การลงทุนในที่ดินเปล่า กลับกลายมาเป็นเรื่องที่ใคร ก็สามารถทำได้แล้ว เพราะ ธนาคารหลายแห่งเริ่มหันมาปล่อยกู้กัน และ สามารถกู้เป็นสินเชื่อที่อยู่อาศัยได้ด้วย โดยเพียงทำข้อตกลงว่า ซื้อแล้วจะทำการสร้างบ้านในอนาคต ซึ่งกลายเป็นช่องทางสำคัญ ที่ทำให้การลงทุนสามารถกู้ได้มาก ดอกต่ำ และ ยาวนานเป็นพิเศษอย่างไรก็ดี ในทางปฏบัติ การเลือกที่ดินเปล่า ถือครองเพื่อการลงทุน ยังคงเป็นเรื่องที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ เพราะไม่ใช่ที่ดินทุกแปลงที่ซื้อแล้ว จะสามารถเพิ่มค่า ซื้อง่ายขายคล่อง และขายได้ราคาได้แต่ความสำเร็จในการลงทุน จะเกิดขึ้นได้หรือไม่ จำเป็นต้องเลือกซื้อที่ดินที่มีคุณลักษณะเหมาะสมกับการลงทุนด้วย การซื้อที่ดินเปล่า อย่างสุ่มสี่สุ่มห้า อาจส่งผลร้ายในทางลบ ต่อการลงทุน ได้ง่ายๆ ซึ่งในแง่การลงทุน หลักพื้นฐานในการเลือกที่ดินแปลงงาม เพื่อการลงทุน มีเคล็ด การพิจารณา ครอบคลุม 20 เรื่อง ดังต่อไปนี้
1. พิจารณารูปทรงของที่ดิน รูปทรงที่ดิน เกี่ยวพันกับศักยภาพ การใช้ประโยชน์อย่างใกล้ชิด ที่ดินที่เหมาะกับการลงทุน ควรเป็นที่ดินรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้า เนื่องจากเป็นรูปทรงพื้นฐาน ในการใช้สร้างสิ่งปลูกสร้างทั่วไป ในกรณีไม่ใช่เป็นสี่เหลี่ยมผืนผ้า จะต้องตรวจเช็คก่อนว่า จะสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้มากน้อยเพียงใด
2. เป็นที่ดินที่แปลงไม่เล็ก หรือ ใหญ่ จนเกินไป ที่ดินแปลงเล็กจนเกินไป จะทำให้มีข้อจำกัด และขาดความยืดหยุ่น ในการใช้ประโยชน์ได้ แต่หากแปลงใหญ่เกินไป ก็จะต้องใช้เงินลงทุนสูง บริหารจัดการและขายได้ยาก ทั้งนี้ ขนาดที่ดินเพื่อการลงทุน กฏกำปั้นทุบดินง่ายๆ ก็คือ ควรมีขนาดแปลงไม่น้อยกว่า 100 ตารางวา
3. การคมนาคมสะดวก ติด และ ใกล้ถนน ให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ เนื่องจากถนนเป็นช่องทางหลัก ที่นำพาความเจริญให้เข้าถึงที่ดินแปลงนั้นได้ ให้เน้นเลือกที่ดินที่หน้ากว้าง ติดถนนมากที่สุด หรือ ในทำเลที่กำลังมีถนนตัดผ่านใหม่ หรือ กำลังมีการขยายถนน ถ้าเป็นทำเล ที่สามารถเดินทางโดยทางน้ำได้ด้วย จะยิ่งดีเท่านั้น
4. พิจารณาความสูงต่ำของพื้นที่ ยิ่งสูงกว่าระดับถนนทั่วไปมากเท่าไหร่ ยิ่งดีเท่านั้น เพราะนอกจากจะช่วยให้แปลงที่ดินเด่นขึ้นแล้ว ยังช่วยการันตี ว่าที่ดินจะไม่มีปัญหาน้ำท่วม ในระยะยาวได้ด้วย เนื่องจากถนนเป็นพื้นที่บริเวณที่ภาครัฐ มักไม่ปล่อยให้เกิดน้ำท่วม ทุกครั้งที่มีการปรับปรุงถนน จะถมสูงขึ้นเรื่อยๆ
5. พิจารณาดูลักษณะดิน ว่ามีสภาพเป็นอย่างไร โดยดูว่าใช้เพาะปลูกได้หรือไม่ หรือ เป็นดินที่เหมาะทำประโยชน์อะไร และมีข้อจำกัดการใช้ประโยชน์อย่างไรหรือไม่ ทั้งทางกายภาพ และทางกฏหมายทั้งนี้ ในทางกฏหมายแล้ว จะต้องเป็นที่ดิน ที่ไม่มีข้อจำกัดการใช้ประโยชน์โดยผังเมือง กรณีเป็นที่ดินที่ติดถนนส่วนบุคคล ก่อนซื้อจะต้องให้เจ้าของถนน จดภาระจำยอม ยอมให้ใช้ถนนได้ เพื่อจะได้การันตีถึงความคล่องตัว ในการใช้ประโยชน์ในที่ดินระยะยาว และ จะได้ไม่เกิดปัญหากับเจ้าของถนนส่วนบุคคล ในภายหลัง
6. เป็นที่ดินที่น้ำไม่ท่วม และ มีระบบระบายน้ำดี ในช่วงหน้าฝน น้ำไม่ท่วมขังนาน ซึ่งที่ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ คือ พื้นที่ในบริเวณใกล้แม่น้ำ หรือ ใกล้คลอง หรือ ที่ดินที่อยู่ในโซนเป็นแอ่ง หรือ ต่ำกว่าพื้นบริเวณอื่น
7. เป็นที่ดินที่ติด หรือ มีแหล่งน้ำธรรมชาติอยู่ใกล้ๆ ทั้งนี้ ต้องเป็นแหล่งน้ำที่มีอยู่ตลอดปี คุณภาพน้ำดี และต้องมีลักษณะเป็นน้ำเป็น ไม่เป็น น้ำตาย (น้ำที่มีการไหลและถ่ายเทอยู่เสมอ) ซึ่งสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้
8. ทิวทัศน์บริเวณใกล้เคียงที่ดิน เจริญตา เจริญใจ ไม่ติดป่าช้า ที่ดินที่ตั้งอยู่ในตำแหน่งที่มีทิวทัศน์ดี และ สวยงาม จะเป็นจุดขายสำคัญ ที่ดึงดูดให้คนอยากเป็นเจ้าของ หรือ อยากซื้อ ที่ดินแปลงนั้นๆ ได้เป็นอย่างดี
9. ไม่เป็นที่ดินที่อยู่ติดหรือ ใกล้กับวัด ศาลเจ้า ที่สิงสถิตสิ่งศักดิ์สิทธิ หรือ ศาสนสถานพื้นที่เหล่านี้ จะเป็นบริเวณล่อแหลมต่อปัญหามลภาวะทางเสียง เนื่องจากมีงานบ่อย มีเสียงดังอึกทึก และ มีกิจกรรม ที่ไม่เป็นมงคล เช่น งานศพ อยู่เสมอ ทำให้การใช้ประโยชน์ในที่ดิน ขาดความสะดวก และ ค้าขาย ไม่ค่อยดี
10. ไม่อยู่ใกล้ฟาร์มไก่ ฟาร์มหมู ที่ทิ้งขยะ ซึ่งมีกลิ่นเหม็น หรือ มลภาวะทางกลิ่นปัจจัยด้านนี้ เป็นอุปสรรคสำคัญ ต่อการใช้ประโยชน์ และการสร้างบ้านอยู่อาศัยบนที่ดิน ที่ไม่ควรมองข้ามอย่างเด็ดขาด
11. เป็นที่ดินที่อยู่ใกล้แหล่งชุมชน กฏกำปั้นทุบดินง่ายๆ ก็คือ ควรอยู่ห่างไม่เกิน 5 กม. เพราะเป็นบริเวณที่มีโอกาสที่ความเจริญจะมาถึงได้ง่าย โดยอาศัยระยะเวลาไม่นาน
12. มีสาธารณูปโภคพร้อม โดยเฉพาะน้ำ และ ไฟฟ้า ซึ่ง สาธารณูปโภคเหล่านี้ ถือเป็นปัจจัยพื้นฐาน สำคัญ ที่เกื้อหนุนให้เกิดความเจริญเพิ่มขึ้นในท้องที่ขึ้น
13. ใกล้ตลาด โรงเรียน โรงพัก ร้านค้า และ สิ่งอำนวยความสะดวกต่างๆ ยิ่งใกล้และมีมากเท่าไหร่ ถือว่ายิ่งดีเท่านั้น เพราะสิ่งเหล่านี้จะช่วยให้เกิดความสะดวกสบาย และกระตุ้นให้คน อยากเข้ามาใช้ประโยชน์ในที่ดิน
14. ไม่ใกล้โรงงาน และ คลังสินค้า ซึ่งอาจก่อให้เกิดปัญหารถบรรทุกวิ่งผ่าน ทำถนนเสีย ก่อให้เกิดมลภาวะต่างๆ และ เป็นเงื่อนไขก่อให้เกิดความไม่ปลอดภัยขึ้น
15. มีเอกสารสิทธิ เป็นโฉนด และต้องไม่ติดภาระผูกพันทางกฏหมายใดๆ ทั้งสิ้น อาทิ สิทธิการเช่า สิทธิอยู่อาศัย ภาระจำยอม ฯลฯ ซึ่งอาจส่งผลกระทบ กับราคาที่ดิน และทำให้มีปัญหา ในการซื้อขายเปลี่ยนมือ
16. ไม่อยู่ใกล้เสาไฟฟ้าแรงสูง จากผลการวิจัย ในออสเตรเลีย และ อังกฤษ เมื่อไม่นานมานี้ พบว่าผู้อาศัยอยู่ใกล้บริเวณที่สายไฟฟ้าแรงสูงพาดผ่าน เป็นเวลานาน อาจจะมีความเสี่ยง เพิ่มสูงขึ้น ในการเป็นโรคลูคีเมีย (เม็ดโลหิตขาวมาก) ต่อมน้ำเหลือง และ โรคอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง ในช่วงบั้นปลายของชีวิตได้ โดยผู้ที่อาศัยอยู่ใกล้กับแนวสายไฟแรงสูง ประมาณ 300 เมตร จนถึงตอนอายุ 5 ขวบ มีโอกาสที่จะเป็นมะเร็งเพิ่มขึ้น 5 เท่า ในขณะที่คนที่อยู่ห่างในระยะเท่ากัน ในช่วงระหว่าง 15 ปีแรก มีโอกาสพัฒนาเป็นมะเร็งตอนโตเป็นผู้ใหญ่ 3 เท่า
17. เป็นที่ดินที่อยู่ห่างเส้นทางสนามบิน ผลการวิจัยในต่างประเทศล่าสุด พบว่าเสียงของเครื่องบิน จะส่งผลให้ผู้อยู่อาศัย หรือ ผู้ใช้ประโยชน์เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูง โดยผู้ที่อยู่อาศัยใกล้เส้นทางบิน ใกล้ท่าอากาศยาน นานเกิน 5 ปี เสี่ยงต่อการเป็นโรคความดันโลหิตสูงมาก ยิ่งกว่าผู้อาศัยในบริเวณอื่น ถึง 2 เท่า
18. ไม่เป็นที่ดินในทำเลที่เจริญเต็มที่แล้ว เนื่องจากที่ดินลักษณะนี้ ราคาที่ดินได้ขึ้นไปทรงตัวอยู่ในระดับแพงมากแล้ว โอกาสที่ราคาที่ดิน จะขยับตัวสูงขึ้นไปอีก มีน้อย หรือ ไม่มี ทั้งนี้ที่ดินที่เหมาะกับการลงทุน ควรเป็นที่ดินยังไม่เจริญเต็มที่ แต่กำลังอยู่ในระยะเจริญขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในอนาคตอันใกล้
19. ต้องไม่เป็นที่ดินที่อยู่โดดเดี่ยว โดยพิจารณาดูเพื่อนบ้านใกล้เคียง ว่ามีหรือไม่ ถ้าไม่มีจะมีปัญหาเรื่องความปลอดภัย และต้องพิจารณาเพิ่มเติมดูว่าเพื่อนบ้านมีลักษณะเป็นเช่นไรด้วย ต้องแน่ใจก่อน ว่าเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง ทั้งด้านหน้า ด้านหลัง ด้านซ้าย และ ด้านขวา เป็นเพื่อนบ้านที่ดี ไม่มีปัญหาใดๆ
20. พิจารณาค่าเช่าที่ดินในบริเวณนั้น และ แนวโน้มการปรับขึ้นค่าเช่า ซึ่งถือเป็นตัวชี้ความน่าสนใจของที่ดินแปลงนั้นๆ ได้ทางหนึ่ง โดยควรเป็นที่ดินที่มีค่าเช่าสูง และมีแนวโน้มปรับเพิ่มขึ้นทุกปี อย่างมีนัยสำคัญ
ที่มา : หนังสือ ที่ดิน เล่น ลงทุน ทำเงิน และ หากำไรอย่างชาญฉลาด  หนังสือ ที่ดิน เล่น ลงทุน ทำเงิน และ หากำไรอย่างชาญฉลาด

รับเหมา ตอกเสาเข็ม ชลบุรี

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ความรู้ทั่วไป

ภาพจาก การดำเนินงานของ ทีมงาน ยู-ด้า ปั้นจั้น

dsc08793-300x2252

dsc08794-300x2252

dsc08784-300x2252

ปั้นจั่น ตอกเสาเข็ม ชลบุรี

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ความรู้ทั่วไป

ภาพผลการดำเนินงาน ของ ทีมงาน ยู-ด้า ปั้นจั่น

copy-of-dsc05139-225x300

งานปั้นจั่น ตอกเสาเข็ม ชลบุรี
dsc06350-300x225

วิศวกรรม โครงสร้างอาคาร

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ข่าวสารที่น่าสนใจ

วิศวะกรรมโครงสร้างอาคาร

ส่วนประกอบของอาคารเบื้องต้น ประกอบด้วย หลังคาและโครงสร้างหลังคา คาน เสา พื้น ผนังและฝ้าเพดาน ฐานราก เสาเข็ม

หลังคาและโครงสร้างหลังคา หลังคา (roof) ทำหน้าที่ป้องกันฝน แดด ฝุ่น หลังคาทำให้อาคารมีความสวยงาม บ่งบอกถึงวัฒนธรรมท้องถิ่น การออกแบบต้องคำนึงถึงน้ำหนัก วัสดุที่เลือกใช้

การถ่ายน้ำหนัก (load distribution) น้ำหนักของหลังคาทั้งหมดจะถูกถ่ายลงโครงหลังคาของอาคารและจะถ่ายไปลงเสา

แป มีหน้าที่ รับน้ำหนักของหลังคา

จันทัน มีหน้าที่ รับน้ำหนักจากแป

อกไก่ มีหน้าที่ รับน้ำหนักจากจันทัน

ดั้ง มีหน้าที่ รับน้ำหนักจากอกไก่ที่อยู่ตามแนวจันทันเอก และส่งให้หลังคามีทรงสูงขึ้นหรือแบบราบ

อะเส มีหน้าที่ รับน้ำหนักจากจันทั่นและยึดหัวเสาให้มั่นคง

ขื่อ มีหน้าที่ รับน้ำหนักจากดั้งและยึดหัวเสาให้มั่นคง

ประเภทของโครงหลังคา ปัจจุบันนิยมก่อสร้างมี 2 ประเภทคือ

1. โครงหลังคาไม้ สร้างจากไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้แดง ไม้เต็ง ไม้มะค่าเหมาะกับหลังคาสังกะสี กระเบื้องลอนคู่ หรือลอนเล็กที่มีน้ำหนักไม่มาก

2. โครงหลังคาเหล็ก นิยมกันมาก หาไม่ยาก ราคาไม่แพง และรับน้ำหนักได้มากขึ้น จะได้ความยาวและความกว้างของตัวอาคารมากกว่า

ส่วนประกอบของโครงหลังคาเหล็ก
1. แผ่นวัสดุมุงหลังคา (sheet) แผ่นกระเบื้องหรือแผ่นเหล็ก

2. แปเหล็ก (purlins) ทำจากเหล็กกล่องหรือเหล็ก C ทำหน้าที่รับน้ำหนักจากแผ่นหลังคาไปสู่จุดอื่นๆ ของโครงหลังคา

3. เหล็กยึดแป (sag rods) ใช้ยึดแปไม่ให้โก่งงอหรือบิดตัว

4. คานโครงเหล็กยึดโครงหลังคาเหล็ก (miner truss) เป็นชิ้นส่วนที่ยึดระหว่างโครงหลังคาเหล็ก ทำหน้าที่คล้ายกับดั้งในโครงหลังคาไม้ แต่มีหลายชิ้น เพื่อยึดโครงหลังคาเหล็กให้มั่นคง แข็งแรง

5. เหล็กยึดทแยงโครงหลังคาเหล็ก (cross bracing) เหล็กเส้นช่วยยึดโครงหลังคาในแนวนอนกับหัวเสาของอาคาร

6. โครงเหล็ก (steel truss) เป็นโครงเหล็กรูปทรงเป็นหลังคาของอาคารเพื่อรับน้ำหนักหลังคา ถ่ายลงสู่เสาและฐานราก

คาน (beam) เป็นส่วนของอาคารที่รับน้ำหนักจากพื้นลงสู่และพนังลงสู่เสาของอาคาร รวมทั้งทำหน้าที่ยึดเสาของอาคารให้อยู่ในสภาพที่มั่นคงแข็งแรง แบ่งตามชนิดของวัสดุที่ใช้ก่อสร้าง 3 ประเภท คือ

1. คานไม้ (timber beam) ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่นไม้แดง ไม้สัก รับน้ำหนักจากผนังไม้ หรือวัสดุที่มีน้ำหนักเบา มีทั้งคานเดี่ยวและคานคู่

2. คานคอนกรีตเสริมเหล็ก (reinforced concrete beam) รับน้ำหนักได้มาก มีความคงทนสูง ก่อสร้างง่าย ราคาไม่แพง เสริมเหล็กเข้าไปเพื่อรับแรงดึงได้สูงขึ้น ใส่ปอกเหล็กเพื่อให้คานคอนกรีตสามารถรับแรงเฉือนได้ดียิ่งขึ้น

3. คานเหล็ก (steel beams) ทำจากเหล็กขนาดใหญ่และหนา นิยมมากในปัจจุบัน ไม่ใหญ่เทอะทะเหมือนคานคอนกรีตเสริมเหล็ก รับแรงอัดและแรงดึงได้ดี ก่อสร้างง่าย รวดเร็ว แต่ทนความร้อนสูงๆ ไม่ได้ จะมีจุดอ่อนในบริเวณจุดต่อของคาน

ลักษณะของคานในอาคาร มี 3 ลักษณะคือ

1.คานช่วงเดี่ยว รับน้ำหนักแล้วถ่ายเทน้ำหนักไปที่ปลายคานทั้งสองด้านคือหัวเสา

2. คานแบบต่อเนื่อง เป็นคานที่ต่อเนื่องกันตั้งแต่ 2 ช่วงคานขึ้นไป มีแรงมากระทำบนคาน มีความต่อเนื่องเรียงกันไป

3. คานยื่น เป็นคานยื่นออกไปจากอาคาร มีจุดยึดที่ปลายคานด้านเดียวของอาคารเท่านั้น เช่น คานรองรับพื้นกันสาด หรือระเบียงอาคาร

เสา (column) เป็นส่วนของอาคารที่ทำหน้าที่รับน้ำหนักตั้งแต่หลังคา โครงหลังคา ผนัง และคาน รวมทั้งน้ำหนักของสิ่งของที่วางอยู่ในอาคาร มีรูปร่าง วงกลม สี่เหลี่ยม หลายเหลี่ยม ตามแต่จะออกแบบ แต่ต้องมีความมั่นคง แข็งแรง รับน้ำหนักได้ มี 4 ประเภท

1. เสาไม้ (timber column) ทำจากไม้เนื้อแข็ง ไม้สัก ไม้แดง ไม้พยุง เป็นต้น ปัจจุบันราคาแพงหายาก

2. เสาคอนกรีตเสริมเหล็ก (reinforce concrete column) ทำจากคอนกรีตใส่เหล็กเสริมเพื่อเพิ่มกำลังในแรงรับแรงอัดและแรงดัด ซึ่งคอนกรีตจะรับแรงอัดได้ ส่วนเหล็กจะรับแรงดัดหรือแรงดึงได้ดี ขนาดเสาจะเพิ่มขึ้นตามน้ำหนักที่รับ เช่น อาคาร 4 ชั้น ชั้นล่างเสาขนาด 40 x 40 เซนติเมตร ชั้น 2 ลดลง 30 x 30 เซนติเมตร ชั้น3 25 x 25 เซนติเมตร ลดลงตามลำดับการรับน้ำหนัก ตามมาตรฐาน ของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (ว. ส. ท.) เสาเหลี่ยมมีเหล็กเสริมไม่น้อยกว่า 4 เส้น และไม่น้อยกว่า 6 เส้นในเสากลม คอนกรีตหุ้มเหล็กไม่น้อยกว่า 3 เซนติเมตร

3. เสาเหล็ก (steel column) เป็นเสาที่ทำจากเหล็กรูปพรรณล้วนๆ หรือนำเหล็กแผ่นมาประกอบกัน หรือท่อเหล็กกลม เป็นที่นิยมเพราะน้ำหนักน้อยกว่า แต่ข้อด้อยคือทนความร้อนได้ไม่ดี เกิดวิบัติได้ง่าย กรณีอาคารเวิลด์เทรดที่นิวยอร์ค ถูกโจมตีโดยเครื่องบิน แล้วเกิดเพลิงลุกไหม้ และทรุดตัวลงมาทั้งอาคาร

4. เสาเหล็กผสมคอนกรีต เป็นเสาที่ใช้เหล็กรูปพรรณจากข้อ 3 เทคอนกรีตหุ้มทับอีกครั้ง เพื่อให้สามารถรับน้ำหนักได้มากขึ้น ทนไฟ ได้มากขึ้น

พื้น (slab) เป็นส่วนของอาคารที่รับน้ำหนักของสิ่งต่างๆ รวมทั้งน้ำหนักของบุคคลผู้อยู่อาศัยอยู่ในอาคาร ก่อนจะส่งน้ำหนักไปลงที่คานของอาคาร พื้นของอาคารยังเป็นส่วนที่ช่วยยึดให้โครงสร้างของอาคารมีความมั่นคงแข็งแรงมากยิ่งขึ้น มี 2 ประเภท คือ

1. พื้นไม้ (timber floors) เป็นพื้นที่ทำจากไม้เนื้อแข็ง เช่น สัก ไม้แดง ไม้มะค่า ไม้พยุง ที่มีความแข็งแรง ไม่ยืดงอทนทานต่อปลวกหรือเมลงกินเนื้อ พื้นจะรับน้ำหนักผ่านไปยังตง และถ่ายน้ำหนักไปสู่คาน

2. พื้นคอนกรีตเสริมเหล็ก ( reinforce concrete slab) มีหลายชนิด วางบนดิน วางบนคาน พื้นไร้คาน พื้นกระทงชนิดไร้คาน พื้นตงถี่ พื้นกระทง พื้นคอนกรีตอัดแรงดึงภายหลัง พื้นผสม พื้นคอนกรีตสำเร็จรูป

แรงกระทำบนพื้น แบ่งเป็น 2 ลักษณะคือ

1. น้ำหนักบรรทุกคงที่ (dead load) คือน้ำหนักของพื้นทั้งหมด รวมถึงน้ำหนักของอุปกรณ์สิ่งของที่นำมาวางถาวร เช่นสุขภัณฑ์ เครื่องกลึง ตู้เย็นขนาดใหญ่ เป็นต้น

2. น้ำหนักบรรทุกจร (live load) คือน้ำหนักบรรทุกที่อาจมีการเปลี่ยนแปลงขนาดและตำแหน่ง เช่น รถบรรทุก คน เครน

ผนังและฝ้าเพดาน
ผนัง (wall ) เป็นส่วนของอาคารทำหน้าที่ปิดกั้นความเป็นสัดส่วนของอาคาร มีทั้งผนังภายนอกอาคาร ผนังภายในอาคาร ทำหน้าที่หลายอย่างเช่น กันแดด กันฝน กันลม สร้างความเป็นส่วนตัว ลดเสียงดัง ช่วยให้อาคารสวยงามน่าอยู่ มี 4 ประเภท

1. ผนังเบา (light wall) ผนังที่มีน้ำหนักน้อย แยกประเภทได้ง่าย เช่น ผนังไม้แปรรูป ผนังกระเบื้องแผ่นเรียบ ผนังกระจก ผนังไม้อัด หรือผนังเหล็กแผ่นบาง

2. ผนังก่อด้วยวัสดุประสาน ได้แก่ ผนังก่อด้วยอิฐมอญ อิฐบล็อก คอนกรีตบล็อก อิฐมวลเบา บล็อกแก้ว หรือแผ่นหินเรียง ผนังประเภทนี้จะต้องมีปูนซีเมนต์เป็นวัสดุประสาน มีความแข็งแรงคงรูป ผนังประเภทนี้ มีน้ำหนักมากกว่าประเภทแรกมาก

3. ผนังคอนกรีตสำเร็จรูป ได้แก่ ผนังคอนกรีตเสริมเหล็กที่หล่อสำเร็จจากโรงงาน นำมาติดตั้ง โดยมีสลักยึด ปัจจุบันนิยมสูง ก่อสร้างได้เร็ว ราคาถูกกว่าแบบที่ 2

4. ผนังคอนกรีตเสริมเหล็ก ผนังของอาคารก่อสร้างในสถานที่ก่อสร้าง โดยเสริมเหล็กรูปพรรณ ทำหน้าที่คล้ายกับคานของอาคาร มีน้ำหนักสูง นิยมก่อสร้างในชั้นใต้ดินของอาคารที่สัมผัสกับดิน น้ำ เช่นผนังของสระว่ายน้ำ หรือผนังที่ด้านหนึ่งเป็นบ่อน้ำ

ผ้าเพดาน (ceiling) คือ แผ่นที่ดาดกรุหลังคา เพดาน หรือปิดใต้ตง เพื่อปิดส่วนโครงหลังคา หรือส่วนล่างของพื้น ฝ้าเพดานแบ่งตามวัสดุที่ใช้ทำได้เป็น 4 ประเภท ได้แก่ ไม้ กระเบื้องแผ่นเรียบ แผ่นยิบซั่ม อลูมิเนียม
ประโยชน์ 1. ช่วยปิดส่วนต่างๆที่ไม่เรียบร้อย

2. ช่วยป้องกันความร้อนใต้หลังคา

3. ช่วยซ่อนอุปกรณ์ไฟฟ้าต่างๆ

4. ช่วยป้องกันเสียงจากห้องบนชั้นถัดไป

5. ช่วยตกแต่งเพิ่มบรรยากาศต่าง ๆ ภายในห้องให้น่าอยู่อาศัยมากขึ้น

6. สำหรับฝ้าที่เป็นวัตถุทนไฟ ช่วยป้องกันไฟได้

ฐานราก (footing) เป็นส่วนสุดท้ายของอาคารที่รับน้ำหนักทั้งหมดของอาคารลงสู่พื้นดิน ดังนั้นอาคารจะมั่นคงหรือไม่ก็ต้องอยู่ที่ฐานราก หลักการทำงานคือ น้ำหนักทั้งหมดที่มาจากอาคารจะผ่านที่เสา แล้วเสาจะส่งต่อมาที่ฐานราก หากฐานรากไม่แข็งแรง ฐานรากรับน้ำหนักไม่ได้ อาคารจะทรุด แบ่งเป็น 2 ลักษณะ

1. ประเภทของฐานรากตามลักษณะของที่รองรับ

- ฐานรากแผ่ (bearing footing) เป็นฐานรากแบบกระจายออก โดยที่ให้ดินเป็นที่รองรับน้ำหนักทั้งหมด มักจะก่อสร้างที่ดินทรายแข็งแรงรับน้ำหนักได้เช่นดินตามที่ราบสูง เชิงเขาฐานแผ่

- ฐานรากบนเสาเข็ม (pile footing) เป็นฐานรากแบบที่น้ำหนักทั้งหมดถ่ายลงสู่เสาเข็มที่รองรับฐานราก ต้นเดียวหรือหลายต้น เข็มทำจากไม้ หรือคอนกรีต เหมาะกับดินที่รับน้ำหนักมากๆ ไม่ได้ เช่น ดินเหนียวอ่อน ดินฝุ่นแป้งฐานรากบนเสาเข็ม

2. ประเภทของฐานรากตามลักษณะของน้ำหนักบรรทุก ได้แก่

- ฐานรากต่อเนื่องรับกำแพง (wall footing) เป็นฐานรากที่รับน้ำหนักของอาคารที่ถ่ายเทลงตามผนังหรือกำแพงเป็นทางยาว

- ฐานรากเดี่ยว (single footing) เป็นฐานรากรองรับน้ำหนักจากเสาเป็นจุดๆ โดยเสาหนึ่งต้นต่อฐานรากหนึ่งฐาน นิยมใช้กับอาคารขนาดเล็ก เช่น บ้านพักอาศัย

- ฐานรากร่วม (combined footing) เป็นฐานรากรองรับน้ำหนักจากเสาหลายๆ ต้น ซึ่งมีตำแหน่งของเสาอยู่ใกล้กัน

- ฐานรากแพ (raft footing ) เป็นฐานรากที่แผ่กระจายบนพื้นที่ก่อสร้าง เสาทุกเสาอยู่บนฐานรากเดียวกัน เหมาะกับอาคารขนาดใหญ่ หรืออาคารสูงเพื่อป้องกันการทรุดตัวไม่เท่ากันของอาคาร

- ฐานรากตีนเป็ด (strap footing) ฐานรากที่ติดกับพื้นที่ของคนอื่นไม่สามารถก่อสร้างฐานรากแพกับน้ำหนักของอาคารลงสู่จุดศูนย์กลางของฐานรากได้ จึงต้องทำเป็นรูปตีนเป็ดและใช้คานรัด (strap beam) ระหว่างเสา 2 เสา ของอาคารก่อนจะลงฐานรากตีนเป็ด

ข้อกำหนดของมาตรฐานฐานราก ตาม วสท. ได้กำหนดค่าต่ำสุดของฐานราก

- ในฐานรากคอนกรีตเสริมเหล็ก ความหนาของคอนกรีตส่วนที่อยู่เหนือเหล็กเสริมที่อยู่ขอบฐานรากจะต้องไม่น้อยกว่า 15 เซนติเมตร

- ในฐานรากคอนกรีตไม่เสริมเหล็ก ความหนาของคอนกรีตที่ขอบนอกของฐานรากจะต้องไม่น้อยกว่า 20 เซนติเมตร สำหรับฐานรากที่รองรับด้วยดิน หรือไม่น้อยกว่า 35 เซนติเมตร จากหัวเสาเข็มสำหรับฐานรากที่รองรับด้วยเสาเข็ม

เสาเข็ม (pile) แบ่งออกเป็น 6 ประเภท คือ

1. เสาเข็มไม้ (timber piles) ทำจากไม้ที่มีลำต้นตรง เช่น ไม้สนประดิพัทธิ์ ไม้ยูคาลิปตัส ไม้โกงกาง เหมาะกับอาคารขนาดเล็ก เช่นบ้านพักอาศัย

2. เสาเข็มคอนกรีตเสริมเหล็ก ( reinforce concrete pile) ผลิตจากการหล่อคอนกรีตแล้วเสริมด้วยเหล็กเส้น เหมาะกับอาคารขนาดเล็กที่รับน้ำหนักไม่มาก

3. เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง (prestressed concrete pile) ผลิตด้วยเทคนิคการอัดแรงที่สามารถรับน้ำหนักได้มากเป็นพิเศษ ซึ่งในปัจจุบันเสาเข็มแบบนี้ได้รับความนิยมมาก

4. เสาเข็มคอนกรีตอัดแรงแบบกลม (prestressed concrete spun pile) ผลิตด้วยเทคนิคการอัดแรงใช้แรงเหวี่ยง รับน้ำหนักได้มากกว่าเสาเข็มคอนกรีตอัดแรง จะเป็นทรงกลมกลวง เหมาะสำหรับอาคารขนาดใหญ่รับน้ำหนักได้มาก ๆ

5. เสาเข็มเหล็ก (steel pile) ทำจากเหล็กรูปพรรณต่างๆ ใช้ชั่วคราว เสาเข็มแบบแผ่นเรียกเข็มพืด(sheet pile) ป้องกันดินพังทลายขณะทำงานก่อสร้าง

6. เสาเข็มเจาะ (bored pile) ผลิตในพื้นที่ก่อสร้างในกรณีที่ไม่สามารถตอกเข็มได้เพราะสะเทือนรบกวนอาคารอื่น อาจแตกร้าวและพัง จึงจำต้องเจาะดิน เสริมเหล็กเส้นแล้วเทคอนกรีต บางชนิดเสริมด้วยเหล็กรูปพรรณขนาดใหญ่เพื่อรับน้ำหนักที่มากขึ้น

การกำหนดคุณสมบัติของวัสดุก่อสร้าง

งานดิน ดิน ( soil) เป็นส่วนแรกที่รองรับน้ำหนักทั้งหมดของอาคารที่ถ่ายน้ำหนักจากฐานรากลงสู่ดิน ดินจะต้องแข็งแรงพอที่จะรับน้ำหนัก บางกรณีต้องเพิ่มเสาเข็มมาช่วยรับน้ำหนักของอาคาร การก่อสร้างจึงต้องทำการตรวจสอบลักษณะของดิน

ดินที่ไม่เหมาะสมในการรับน้ำหนัก ความสามารถในการรับกำลังต่ำ ได้แก่ ดินเหนียว ดินเหนียวที่มีทรายปน หรือมีทราบปนแป้ง ดินทรายแป้งมีสารอินทรีย์พวกฮิวมัสปน

ดินที่เหมาะสมในการรับน้ำหนัก ดินทรายที่มีขนาดใกล้เคียงกัน ดินทรายผสมกรวด กรวดปนทรายขนาดเล็ก มีความเหมาะสมเป็นบานรากให้กำลังสูง

การสำรวจดิน เจาะลึก 10-20 เมตร งานก่อสร้างอาคารทั่วๆ ไป 30-40 เมตรอาคารขนาดใหญ่ (ตาม พรบ ควบคุมอาคาร 2522 ) 10-12 เมตร อาคารบ้านพักอาศัย 2-3 ชั้น โดยวิศวกรปฐพี ในสภาพธรรมชาติลักษณะที่ตั้ง ดินเหนียวจะพบบริเวณริมน้ำหรือปากแม่น้ำ ดินทรายบริเวณต้นน้ำ ดินทรายแป้งบริเวณที่ราบที่น้ำท่วมถึง
งานไม้ พิจารณาจากความแข็งแรงทางกลและความทนทานของไม้เป็นสำคัญ ได้แก่

- ไม้เนื้อแข็ง หมายถึง ไม้ที่มีน้ำหนักมาก มีความถ่วงจำเพาะสูง มีความทนทานดี

- ไม้เนื้ออ่อน หมายถึง ไม้ที่มีน้ำหนักเบา มีความถ่วงจำเพราะต่ำ มีความทนทานต่ำ

มาตรฐานของวิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย (ว.ส.ท. ) จำแนกประเภทของไม้ 5 ประเภท

1. ไม้เนื้ออ่อนมาก

2.. ไม้เนื้ออ่อน

3. ไม้เนื้อแข็งปานกลาง

4. ไม้เนื้อแข็ง

5. ไม้เนื้อแข็งมาก

การเลือกใช้ไม้สำหรับงานก่อสร้าง
-ทำเสา คำนึงถึงการรับน้ำหนักและความทนทานสูง ควรเลือก ไม้แดง ตะเคียนทอง นนทรี มะค่าแต้ เต็ง รัง มะค่า

เคี่ยม อินทนิล เป็นต้น

- พื้นภายในอาคาร ต้องเลือกไม้มีความทนทาน และมีลายสวยงาม เช่นไม้สัก แดง ตะเคียนทอง เต็ง ประดู่ กระบาก รัง กะท้อน นนทรี กราด กว้าว

- ทำคานและตง ต้องเป็นไม้เนื้อแข็งมีความทนทานสูง เช่น ไม้เต็ง รัง

- ทำโครงหลังคา เช่น อกไก่ จันทัน ใช้ไม้มีความทนทานสูงน้ำหนักเบา เช่น ตะแบก นนทรี พลวง

- ทำฝาและคร่าวฝา ไม้เนื้อแข็ง น้ำหนักเบา เช่น เต็ง รัง

- พื้นภายนอกอาคาร ต้องเป็นไม้เนื้อแข็งทนทานต่อสภาพแวดล้อม เช่น ไม้แดง ตะเคียนทอง เต็ง รัง

มาตรฐานกรมโยธาธิการเกี่ยวข้องกับงานไม้ได้แก่ มยธ . 104-2533 มาตรฐานงานไม้

งานคอนกรีต (concrete) เป็นวัสดุที่เกิดจากการผสมกันของวัสดุหลัก 4 ชนิด น้ำ ปูนซีเมนต์ ทราย หิน

ปูนซีเมนต์ ทำหน้าที่ประสาน ยึด กับวัสดุก่อสร้าง ตามมาตรฐานสมาคมทดสอบวัสดุอเมริกัน (ASTM) แบ่งเป็น 5 ประเภท

1. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ธรรมดา ใช้กับงานทั่วไป ไม่มีสภาวะอากาศรุนแรงหรือที่มีซัลเฟตสูง

2. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ดัดแปลง ใช้กับสถานที่เกิดความร้อนและทนซัลเฟตได้ดี

3. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ให้กำลังอัดเร็ว ที่ใช้งานต้องการความรวดเร็วหรือถอดแบบเร็วในเวลาอันสั้น

4. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์เกิดความร้อนต่ำ เป็นปูนที่ใช้ในงานที่ก่อให้เกิดความร้อนต่ำ ลดการแตกร้าว

5. ปูนซีเมนต์ปอร์ตแลนด์ทนซัลเฟตสูง เป็นปูนที่ต้องการก่อสร้างภายในบริเวณที่มีอิทธิพลของซัลเฟต เช่นน้ำ หรือดินที่มีด่าง สูง

งานเหล็ก
ประเภทของเหล็กเส้นปัจจุบัน มี 2 ชนิด 1 เหล็กเส้นกลมผิวเรียบ (RB ) 2 เหล็กเส้นข้ออ้อย (DB) มีครีบเพื่อจับ ยึดต่อได้ดีกับคอนกรีต

เหล็กรูปพรรณที่ใช้ในงานโครงสร้างเหล็ก มี 2 ประเภท 1 เหล็กรูปพรรณจากเหล็กรีดร้อน 2. เหล็กรูปพรรณจากการรีดเย็น

มาตรฐานงานก่อสร้างและมาตรฐานทดสอบวัสดุก่อสร้างที่สำคัญในประเทศไทยมี 3 หน่วยงานคือ 1 กรมโยธาธิการ 2 วิศวกรรมสถานแห่งประเทศไทย 3. สำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม (สมอ.)

วัสดุและความแข็งแรงของวัสดุ

คำนิยามพื้นฐานเกี่ยวกับสมบัติของวัสดุ

1. การขึ้นรูปเย็น (Cold working) เป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปร่างโลหะหรือขึ้นรูปโลหะที่อุณหภูมิต่ำกว่าอุณหภูมิการตกผลึกใหม่ (recrystallization temperature) อุณหภูมิที่ทำให้ผลึกเปลี่ยนโครงสร้างภายใน

2. การขึ้นรูปร้อน (hot working) เป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปร่างของโลหะที่อุณหภูมิสูงกว่าอุณหภูมิการตกผลึกใหม่การใช้อุณหภูมิที่สูงเพื่อลดพลังงานที่ใช้ในการเปลี่ยนรูปของโลหะ

3. ความยืดหยุ่น (elasticity) เป็นความสามารถของวัสดุเมื่อได้รับแรงกระทำจะเกิดการยืดตัวแล้วกลับคืนสู่สภาพเดิมได้เมื่อนำแรงที่มากระทำออก หรือสามารถเรียกได้ว่า สภาพการเปลี่ยนรูปแบบยืดหยุ่น

4. ความอ่อน (malleability) เป็นสมบัติของโลหะที่เปลี่ยนรูปได้มากขณะรีดหรือตีอัดถ้าโลหะมีความอ่อนมากจะทำให้เป็นแผ่นได้บางมาก

5. ความอ่อนเหนียว (ductility) หรือสภาพยืดดึงได้ เป็นสมบัติของโลหะเมื่อได้รับแรงกระทำจนเปลี่ยนรูปถาวรกล่าวคือ ช่วงในการเปลี่ยนรูปร่างถาวรนั้นวัสดุสามารถยืดตัวหรือเปลี่ยนรูปได้มากน้อยระดับใดขึ้นอยู่กับความอ่อนเหนียวของวัสดุนั้นๆ ความอ่อนเหนียวตรงกันข้ามกับความเปราะ ถ้านำวัสดุนั้นมาทดสอบการดึงชิ้นทดสอบยาว 50 mm เมื่อดึงแล้วยืดได้มากกว่า 5% จะจัดให้เป็นวัสดุเหนียว แต่ถ้ายืดแล้วได้น้อยกว่า 5% จะเป็นวัสดุเปราะ

6. สภาพตักปาดผิวได้ (machinability) คือระดับความสามารถของวัสดุในการถูกตัดปาดเอาผิวของวัสดุออกไปได้ด้วยคมของเครื่องมือตัดเฉือน

7. สภาพชุบแข็งได้ (hardenability) คือระดับความสามารถที่วัสดุจะรับการชุบแข็งที่ผิวได้มากน้อยระดับใด โดยสังเกตจาก ความลึกของผิวชุบแข็งของวัสดุ ปกติการแข็งที่ผิวจะสูงกว่าเนื้อใน เนื่องจากอัตราเย็นตัวที่ผิวจะสูงกว่าเนื้อใน

8. การชุบผิวแข็ง (surface hardening) เป็นกรรมวิธีที่ทำให้ผิงวัสดุมีความแข็งมากขึ้นโดยที่เนื้อในยังคงอ่อนเหมือนเดิม

9. การชุบ (quenching) เป็นการลดอุณหภูมิของโลหะที่มีอุณหภูมิสูงอย่างรวดเร็ว โดยนำโลหะนั้นใส่ลงในตัวกลางที่ใช้ชุบ เช่นน้ำ น้ำมัน หรือ อากาศ เพื่อเพิ่มความแข็งของโลหะ

10. การบ่มหรือการบ่มแข็ง (aging หรือ age hardening) เป็นการเปลี่ยนโครงสร้างของโลหะจากสภาวะที่ไม่เสถียร (unstable) อันเนื่องมาจากการชุบหรือการขึ้นรูปเย็นให้เป็นโครงสร้างที่เสถียรการเปลี่ยนโครงสร้างเกิดขึ้นเนื่องจากการแตกตัวของสารละลายของแข็งอิ่มตัว ทำให้โลหะแข็งขึ้น แข็งแรงขึ้น แต่ความเหนียวลดลง การบ่มจะเกิดขึ้นอย่างช้าๆ ที่อุณหภูมิปกติ ซึ่งอาจจะเร่งให้เกิดเร็วขึ้นได้ถ้าเพิ่มอุณหภูมิให้สูงขึ้นกว่าอุณหภูมิของห้องเล็กน้อย

11. การสูญเสียคาร์บอน (decarbonization) เป็นการที่เหล็กกล้าสูญเสียคาร์บอนที่ผิวไปในระหว่างการรีดร้อน (hot rolled) การตีอัด (forging) และกรรมวิธีทางความร้อน (heat treatment) เนื่องจากสารที่อยู่รอบๆ ทำปฏิกิริยากับคาร์บอน

แรงกระทำทางกลที่มีผลต่อสมบัติของวัสดุ เมื่อมีแรงมากระทำกับวัสดุ เนื้อวัสดุจะออกแรงต้านเพื่อรองรับแรงที่มากระทำ หากแรงที่มากระทำมากกว่าวัสดุจะเสียรูปทรงหรือเปลี่ยนรูปถาวร(plastic deformation) แตกร้าวและเสียหาย (crack) ได้ แรงทางกลที่มากระทำได้แก่ แรงดึง แรงกด แรงเฉือน แรงกระแทก แรงกระทำซ้ำๆกัน หรือกระทำเป็นคาบเวลา

1. แรงดึงและแรงกด ที่กระทำกับวัสดุ จะเกิด

1.1 ความเค้น (stress) คือ แรงต้านภายในเนื้อวัสดุ ถ้ามีแรงภายนอกมากระทำ ความเค้นดึง หรือความเค้นกด ตามลักษณะของแรงภายนอกที่กระทำ หน่วยเป็นนิวตันต่อตารางเมตร

1.3 ความเครียด (strain) คือการเปลี่ยนขนาด ระยะ ของรูปทรงตามแรงภายนอกที่มากระทำ เช่นเดิมวัตถุยาว 10 มิลลิเมตร

เราออกแรงดึง ยาว 12 มิลลิเมตร ส่วนที่เพิ่มขึ้น 2 มิลลิเมตร คือความเครียด

2. แรงเฉือน คือ แรงภายนอกที่กระทำกับวัสดุให้หลุดขาดออกจากกัน เช่น วัสดุ 2 ชิ้นต่อประกบด้วยกาว เราพยายามดึงออกจากกัน( คือ แรงเฉือน) กาวก็จะออกแรงต้านไม่ให้หลุด(แรงต้านเรียกว่า ความเค้นเฉือน )เพื่อรักษาภาวะสมดุล ถ้าวัสดุทนแรงดึงไม่ไหวมีการบิดงอ หรือเปลี่ยนระยะไประยะที่เพิ่งขึ้นคือ ความเครียดเฉือน

ความเค้นเฉือนที่เกิดจากแรงบิด เช่นเพลา เมื่อโดนบิดจะเกิดแรงต้าน

ศูนย์กลางความรู้แห่งชาติ TKC

ความปลอดยภัยในงานก่อสร้าง

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ข่าวสารที่น่าสนใจ

ความปลอดภัยในงานก่อสร้าง

งานก่อสร้างในประเทศได้ก้าวรุดหน้า และเพิ่มปริมาณขึ้นมาก แต่สิ่งที่เกิดขึ้นเป็นเงาตามการปฏิบัติงานในงานก่อสร้าง คือ อุบัติเหตุซึ่งการเกิดอุบัติเหตุในแต่ละครั้งก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินอย่างประมาณค่ามิได้ความสูญเสียจากการก่อสร้าง ในปัจจุบันในทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้นทุกขณะจากการรวบรวมจำนวนการประสบอันตรายทั่วประเทศโดยจำแนกตามประเภทอุตสาหกรรมปี 2546 งานก่อสร้างมีผู้ประสบอันตรายทั้งสิน 15,728 คน ในจำนวนนี้มีผู้เสียชีวิตเป็นจำนวน 109 ราย และมีคนงานจำนวนมากที่ยังเสี่ยงต่อการเกิดอันตรายจากงานก่อสร้าง ดังนั้น การป้องกันอุบัติเหตุและการลดการเกิดอุบัติเหตุ จึงเป็นเรื่องที่ต้องรีบเร่งและให้มีการปฏิบัติอย่างจริงจัง ทั้งนี้เพื่อลดความสูญเสียทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่อาจจะเกิดขึ้น

สาเหตุของการเกิดอุบัติเหตุ

สิ่งที่ส่งผลให้ความถี่และความรุนแรงของการเกิดอุบัติเหตุในงานก่อสร้างเพิ่มขึ้นคือการนำเอาเทคโนโลยี อุปกรณ์เครื่องมือ เครื่องจักร อันทันสมัยมาใช้เพื่อทุ่นแรง และประหยัดเวลาไม่เพียงแต่ความปลอดภัยในการก่อสร้างไม่ได้วิวัฒนาการตามเทคโนโลยีที่ทันสมัยแล้ว ความปลอดภัยพื้นฐานในงานก่อสร้างยังถูกละเลย ขาดความสนใจ และเอาใจใส่จากผู้รับเหมาและผู้เกี่ยวข้องต่างๆ อย่างจริงจัง นอกจากนี้ คนงานยังขาดความรู้ ความเข้าใจ และจิตสำนึกความปลอดภัยในการปฏิบัติอย่างถูกต้องเหมาะสม อุบัติเหตุและโศกนาฏกรรมจึงยังคงเกิดซ้ำแล้วซ้ำเล่าอยู่เช่นนี้

องค์ประกอบของความปลอดภัยในงานก่อสร้าง
งานก่อสร้างเป็นงานซึ่งมีกระบวนการและขั้นตอนในการดำเนินงานที่มากมายและเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ วิถีทางหนึ่งของการป้องกันการเกิดอุบัติเหตุในงานก่อสร้างซึ่งสามารถแบ่งความปลอดภัยในงานก่อสร้างออกเป็น 3 ส่วน คือ

ความปลอดภัยในสถานที่

สถานที่ก่อสร้าง หมายถึง อาณาบริเวณทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับการก่อสร้างมิใช่เฉพาะบริเวณที่กำลังดำเนินการก่อสร้างเท่านั้น แต่รวมไปถึงบริเวณที่จัดเก็บวัสดุ โกดังเก็บเครื่องมือ เครื่องจักร และอื่นๆ เป็นต้น จึงควรมีข้อกำหนดละแนวปฏิบัติในสถานที่ก่อสร้างขึ้นเพื่อให้เกิดความปลอดภัยกับคนงาน ดังนี้

- การทำรั้วกั้นโดยรอบบริเวณก่อสร้างทั้งหมด เพื่อป้องกันผู้ไม่เกี่ยวข้องเข้ามาในเขตก่อสร้างถ้าเป็นอาคารสูงอยู่ใกล้ชุมชน นอกจากการทำรั้วกั้นแล้วควรทำหลังคาคลุมทางเดินที่ติดรั้วกั้นนั้นด้วย เพื่อป้องกันเศษวัสดุตกใส่ผู้สัญจรไปมาภายนอก

- ในสถานที่ก่อสร้างต้องมีการแบ่งเขตก่อสร้างอย่างชัดเจนโดยแบ่งเขตที่พักอาศัยออกจากบริเวณก่อสร้างที่จัดเก็บเครื่องมือ เครื่องจักร ที่เก็บวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช้แล้วหรือยังไม่ใช้ออกเป็นระเบียบ

- ป้ายสัญลักษณ์ หรือป้ายเตือนภัยต่างๆ สถานที่ที่อันตรายทุกแห่งในเขตก่อสร้าง ต้องมีป้ายแสดงอันตรายหรือข้อควรปฏิบัติสำหรับผู้จะเข้าไปในบริเวณดังกล่าว ซึ่งป้ายสัญลักษณ์นี้ต้องมีขนาดพอเหมาะและเห็นได้ชัดเจน ภาพแสดงและตัวอักษรต้องเป็นสื่อสากลที่ทุกคนสามารถเข้าใจได้ง่าย

- รอบตัวอาคารมีแผ่นกั้นกันวัตถุตกลงมาและมีตาข่ายคลุมอีกชั้น

- อาคารขณะก่อสร้างในที่มีช่องเปิดหรือที่ไม่มีแผงกั้น ควรทำราวกั้น และมีตาข่ายเสริมเพื่อป้องกันการตก

ความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือเครื่องจักร

เครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ในการก่อสร้างมีจำนวนมากมายตั้งแต่ขนาดใหญ่มาก เช่น ปั้นจั่น รถยก เคริ่องตอกเสาเข็ม จนถึงขนาดเล็ก เช่น เครื่องเจียร สว่านไฟฟ้า ค้อน เป็นต้น อันตรายที่เกิดจากการใช้เครื่องมือหรือเครื่องจักร จึงมีมากตามจำนวนอุปกรณ์และจำนวนผู้ใช้ ความปลอดภัยในการใช้เครื่องมือเครื่องจักรจึงเป็นสิ่งสำคัญซึ่งผู้ปฏิบัติงานควรใช้อย่างถูกต้อง ดังเช่น

- การใช้ต้องไม่ผิดวัตถุประสงค์ของอุปกรณ์ หรือเครื่องมือ เครื่องจักรนั้น เช่น มักพบว่ามีการใช้ปั้นจั่นไปใช้ในการดึงหรือลากของที่มีน้ำหนักมากๆ หรือการใช้ลิฟท์ส่งวัสดุในการขึ้นลงของคนงานซึ่งเป็นเรื่องไม่ควรปฏิบัติอย่างยิ่ง ในทางปฏิบัติการใช้อุปกรณ์เครื่องมือเครื่องจักรอย่างเหมาะสมและถูกต้องตามประเภทของงาน จะทำให้เกิดประสิทธิผล และไม่ประสบอันตรายจากการใช้อุปกรณ์ เครื่องมือ เครื่องจักรนั้น

- เครื่องมือเครื่องจักรที่ใช้ไฟฟ้า หรือน้ำมันเชื้อเพลิง ข้อควรปฏิบัติเครื่องมือเครื่องจักรที่ต้องใช้ไฟฟ้านั้น ต้องมีการเดินสายไฟอย่างปลอดภัย มีฉนวนหุ้มโดยตลอด และหากต้องทำงานใกล้กับบริเวณที่มีไฟฟ้าทราบทุกครั้ง เพื่อจัดการป้องกันอันตรายซึ่งอาจเกิดขึ้น หรือบริเวณที่มีการเก็บเชื้อเพลิง ห้ามจุดไฟ หรือสูบบุหรี่อย่างเด็ดขาด

- เครื่องมือเครื่องจักร ต้องมีการ์ด ระบบความปลอดภัย ห้ามถอดหรือปิดระบบความปลอดภัยดังกล่าวหากเครื่องมือเครื่องจักรใดยังไม่มี ควรจัดให้มีการ์ดและระบบความปลอดภัยอย่างเหมาะสมทันที

- ก่อนและหลังการใช้เครื่องมือเครื่องจักรทุกครั้งต้องมีการตรวจสอบและซ่อมแซมแก้ไขก่อนหรือหลังการใช้ทุกครั้ง

ความปลอดภัยส่วนบุคคล

สาเหตุหนึ่งของการเกิดอุบัติเหตุขึ้นในงานก่อสร้างนั้นมาจากผู้ปฏิบัติงาน การควบคุมและการป้องกันไม่ให้เกิดอุบัติเหตุขึ้นนั้น จำเป็นต้องให้ผู้ปฏิบัติงานในบริเวณทำการก่อสร้างปฏิบัติให้ถูกต้องตามกฎเกณฑ์และระเบียบที่กำหนดขึ้น โดยเฉพาะแนวการปฏิบัติในงานก่อสร้างในเรื่องของ

- การแต่งกายของผู้ปฏิบัติงานหรือคนงานควรเป็นชุดที่รัดกุมไม่ปล่อยชายเสื้อหรือแขนเสื้อหลุดลุ่ย การใส่ผ้าถุง (คนงานหญิง) ซึ่งอาจก่อให้เกิดการเกี่ยวสะดุด หรือการดึงเข้าไปในเครื่องจักรได้ รวมทั้งการไม่ใส่รองเท้าหรือใส่อย่างไม่เหมาะสม เช่น รองเท้าแตะ เป็นต้น

- การละเลยหรือการไม่สวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลให้เหมาะสมในงานก่อสร้าง ผู้ปฏิบัติงานทุกคนควรสวมใส่อุปกรณ์คุ้มครองความปลอดภัยส่วนบุคคลอย่างเหมาะสม เช่น หมวกนิรภัย ทุกคนควรจะสวมอยู่เป็นประจำ เข็มขัดนิรภัยเมื่อคนงานทำงานบนที่สูง สวมรองเท้ายางหุ้มแข็งและใส่ถุงมือยางในการผสมคอนกรีต เป็นต้น

- ห้ามดื่มสุรา หรือเสพเครื่องดองของมึนเมา ห้ามเล่นหรือหยอกล้อกันในระหว่างการปฏิบัติงานอย่างเด็ดขาด ผู้ฝ่าฝืนควรได้รับการลงโทษ เพราะเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้เกิดอุบัติเหตุอย่างคาดไม่ถึง

- จัดให้มีการอบรมผู้ปฏิบัติงานให้ตระหนักถึงอันตราย วิธีการปฏิบัติอย่างปลอดภัย กฎระเบียบ ข้องบังคับและข้อปฏิบัติที่ควรทราบ และสิ่งสำคัญยิ่งคือการสร้างจิตสำนึก ความปลอดภัยให้เกิดขึ้นในคนงานทุกคน ไม่ว่าจะปฏิบัติงานอะไรก็ตามความปลอดภัยในการทำงานต้องมาเป็นอันดับแรกเสมอ

- ตรวจสุขภาพคนงาน และตรวจประจำปีเพื่อทดสอบความพร้อมของร่างกายคนงานและเพื่อเป็นการสกัดกั้นโรคจากการทำงานซึ่งอาจเกิดขึ้นได้ สำหรับผู้ที่ต้องปฏิบัติงานภายใต้ความกดอากาศสูงต้องให้แพทย์ทำการตรวจวินิจฉัยว่าแข็งแรงสมบูรณ์ และมีคุณสมบัติเหมาะสมก่อนเข้าปฏิบัติงานทุกครั้ง

- จัดให้มีหน่วยงานปฐมพยาบาล และหน่วยฉุกเฉินขึ้นภายในหน่วยก่อสร้าง เพื่อเป็นการช่วยเหลือผู้ได้รับบาดเจ็บ และเพื่อเป็นการระงับเหตุอันตรายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น ซึ่งอาจทวีความรุนแรงไปยังบริเวณใกล้เคียงได้

สำนักความปลอดภัยแรงงาน กรมสวัสดิการและคุ้มครองแรงงาน
22/22 หมู่ที่ 2 ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170
โทร 0 2448 9128 - 39 , 0 2448 8338
e-mail : safety@labour.mail.go.th

ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, ความรู้ทั่วไป

ผู้ควบคุมงานก่อสร้าง มีหน้าทีความรับผิดชอบดังนี้

1) ควบคุมงานก่อสร้าง ให้เป็นไปตามรายละเอียดและข้อกำหนดในสัญญาการก่อสร้างทุก
ประการอย่างถูกต้อง ตามหลักวิชาการ ถ้าผู้รับจ้างไม่ปฏิบัติตามผู้ควบคุมงานสามารถสั่งหยุดงานนั้น
เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งหรือทั้งหมดแล้วแต่กรณี จนกว่าผู้รับจ้างจะปฏิบัติให้ถูกต้องตามคำสั่ง และ
ให้รายงานคณะกรรมการตรวจการจ้างทันที

2) ในกรณีที่ปรากฏว่าแบบรูปรายการละเอียดหรือข้อกำหนดในสัญญามีข้อความขัดกัน หรือ
เป็นที่คาดหมายได้ว่าถึงแม้งานนั้นจะได้เป็นไปตามแบบรูป รายละเอียดและข้อกำหนดในสัญญา
แต่เมื่อสำเร็จแล้วไม่มั่นคงแข็งแรง หรือไม่เป็นไปตามหลักวิชาช่างที่ดี หรือไม่ปลอดภัย ให้สั่งพัก
งานนั้นไว้ก่อน แล้วรายงานคณะกรรมการตรวจการจ้างโดยเร็ว

3) จดบันทึกสภาพการปฏิบัติงานของผู้รับจ้างและเหตุการณ์แวดล้อมเป็นรายวัน พร้อมทั้งผล
การปฏิบัติงานหรือการหยุดงานและสาเหตุที่มีการหยุดงาน

4) ให้คำแนะนา ในการปฏิบัติงานการก่อสร้างให้ถูกต้องตามหลักวิชาการ และสั่งหยุดปฏิบัติงาน
เมื่อเกิดข้อผิดพลาด หรือจะทำให้เกิดความเสียหาย

5) ตรวจสอบรายการวัสดุ คุณภาพ และความถูกต้องในการเก็บตัวอย่างเพื่อการทดสอบตามหลัก
วิชาการ

6) ตรวจสอบและให้คำแนะนา ในการอนุมัติการจ่ายเงินว่าตรงตามงวดงานหรือไม่

7) ทำรายงานความก้าวหน้าของงานเป็นระยะ ๆ และรายงานให้วิศวกรทราบทันทีหากมีการ
เปลี่ยนแปลงการก่อสร้างที่ผิดไปจากแบบที่วิศวกรออกแบบ

8) ประสานงาน เพื่อขจัดความขัดแย้งที่เกิดขึ้นในงานก่อสร้าง เช่นความขัดแย้งระหว่างผู้ว่าจ้าง
กับผู้รับจ้าง ผู้รับจ้างกับผู้ออกแบบ และผู้ว่าจ้างกับผู้รับเหมาช่วง เป็นต้น

9) ติดตามและตรวจสอบ การทำงานของผู้รับเหมาว่าเป็นไปตามแผนที่กำหนดไว้หรือไม่ เพื่อจะ
ได้ทราบความก้าวหน้าและความล้าช้าของงานก่อสร้าง

10) ตรวจสอบดูแลความปลอดภยั ในการปฏิบัติงาน มาตรการการป้องกันความเสียหาย และ
อันตรายต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้นในบริเวณสถานที่ก่อสร้าง รวมทั้งความสะอาดเรียบร้อยของสิ่งแวดล้อม

แฮนดี้บ๊อกซ์ สแควร์บ๊อกซ์

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized, โคมไฟ-อุปกรณ์ไฟฟ้า

แฮนดีบ๊อกซ์ สแควร์บ๊อกซ์ (บ๊อกซ์ฝั่งเหล็ก) มีทั้งชนิดลึก และ ชนิดตื้น บรรจุ 100 อัน/ลัง

dsc08779

บ๊อกซ์ฝั่งพีวีซี หูเหล็ก มีขนาด 2×4 และ 4×4 พีวีซีเหนียวไม่กรอบและแตกหักง่าย บรรจุ 100 อัน/ลัง
dsc08747

จำหน่ายราคาส่ง ติดต่อ โทร.081-9969040

เสาเข็มคอนกรีตอัดแรง

Author: piledriver  //  Category: Uncategorized

dsc084271

dsc086692

ภาพจากการดำเนินงานของทีมงาน ยู-ด้า ปั้นจั่น