ความรู้ เรื่องเสาเข็ม กับการตอกเสาเข็ม

Author: piledriver  //  Category: ความรู้ทั่วไป

dsc05145

dsc04929

ภาพจาก การดำเนินงานของ ทีมงาน ยู-ด้า ปั้นจั่น

ความรู้เรื่องเสาเข็มกับการตอกเสาเข็ม นี้ คนส่วนใหญ่สนใจมากเพราะยังขาดความรู้ ความเข้าใจ ที่ถูกต้อง ยู-ด้า ปั่นจั่น จึงนำเกร็ดความรู้นี้มาเสนอให้ลองศึกษาดู ซึ่งหวังเป็นอย่างยิ่งว่า จะให้ประโยชน์กับผู้ที่สนใจไม่มากก็น้อย

เสาเข็มอัดแรงเสริมคอนกรีต เป็นเสาเข็มที่มีความแข็งแรง และเป็นที่นิยมอย่างมากในการใช้มาเป็นเสาเข็มเพื่อเสริมความแข็งแกร่งให้กับสิ่งปลูกสร้างอาทิ บ้าน อาคาร และโครงสร้าง ที่มีขนาดใหญ่
เสาเข็มที่ดีนั้น เบื้องต้น เราจะรู้ได้อย่างไร
เสาเข็มที่ดีนั้นต้องมีสภาพที่ดีไม่มีร่องรอยการร้าว แตก หักหรือชำรุด ทางที่ดีเราควรใช้เสาเข็มที่ได้รับการรับรองมาตรฐานจากสำนักงานมาตรฐานผลิตภัณฑ์อุตสาหกรรม ( ส ม อ. ) โดยมี เครื่องหมายรับรองมาตร ฐานอุตสาหกรรม ( ม อ ก. ) และสังเกต วัน / เดือน / ปี ที่ทำการผลิตว่าผลิตเมื่อไร อายุของเสาเข็มได้หรือยัง ถ้าเป็นไปได้เสาเข็มที่ใช้ควรจะมีอายุการผลิตประมาณ 30 วัน เพราะหากเสาเข็มที่เพิ่งผลิตออกมาใหม่นั้น คอนกรีต ที่ใช้ทำเสาเข็มยังบ่มตัวไม่เข้าที่ ความแข็งแกร่งยังไม่ได้ ก็อาจจะทำให้เกิดการชำรุดหรือแตกหักระหว่างขนส่ง หรือระหว่างการตอกเสาได้ บางกรณี หากมีความจำเป็นต้องนำเสาเข็มมาเชื่อมต่อกัน เสาเข็มที่เรานำมาเชื่อมต่อกันจะต้องมีขนาดของพื้นที่หน้าตัดเหมือนกัน ในการตอกคือ ต้องตอกเสาท่อนแรกลงไปใน ดินจนเกือบมิดก่อนแล้วใช้ปั้นจั่นดึงเสาท่อนที่สองขึ้นมาจรดกับเสาท่อนแรกในแนวตรง แล้วทำการ เชื่อมเหล็กที่ขอบเสาตรงรอยต่อให้ติดกัน การเชื่อมจะต้องเชื่อมอย่างดี เชื่อม โดยรอบให้เสาทั้ง 2 ท่อนต่อกันอย่างสนิทและเป็นแนวเส้นตรง จากนั้นจึงใช้ปั้นจั่นตอกลงไปต่อ
การตอกเสาเข็มให้ลึกถึงระดับนั้น เราจะรู้ได้อย่างไร การจะดูว่าการตอกเสาเข็มได้ลึกถึงระดับแล้ว เราก็ต้องดูว่าการตอกเสาเข็มในแต่ละจุดเสร็จสิ้นเรียบร้อยได้ผลตามมาตรฐานที่กำหนดหรือไม่นั้น มิใช่ดูแต่เพียงว่าเสาเข็มตอกจมมิดลงไปในดินเท่านั้น แต่จะต้องดู จำนวนครั้งในการตอกเสาเข็ม ( blow count ) ว่าเสาเข็มแต่ละต้นใช้ จำนวนครั้งในการตอกเท่าใดจนเสาเข็มจะจม ถ้าจำนวนครั้งในการตอกน้อยเกินไป คือสามารถตอกลงไปได้ง่าย แสดงว่าความแน่นของดิน ที่จุดนั้นที่จะใช้ในการรับน้ำหนักยัง ไม่เพียงพอ อาจจะต้องมีการต่อเสาเข็มและตอกเพิ่มลงไปอีกจนกว่าจำนวนครั้งในการตอกจะ เป็นไปตามที่กำหนด ในทางตรงกันข้าม ถ้าจำนวนครั้งในการตอกมากเพียงพอแล้วแม้ว่าเสาเข็มที่ตอกนั้น จะยังจมไม่ มิดก็อาจแสดงว่าความแน่นของดินที่จุดนั้นที่จะใช้ในการรับน้ำหนักเพียงพอแล้ว ไม่จำเป็นจะตอกต่อลงไปอีก เพราะการฝืนตอกต่อไปอาจทำให้เสาเข็มแตกหักหรือชำรุดได้ ส่วนจำนวนครั้งในการตอกเสาเข็ม แต่ละต้นควรจะเป็นเท่าใดนั้นวิศวกรจะเป็นผู้กำหนด ทั้งนี้ยังต้องคำนึงถึงชนิด ขนาด และอื่นๆ ของเสาเข็มเป็นสำคัญ

อันตราย จากงานออกแบบโครงสร้าง

Author: piledriver  //  Category: ความรู้ทั่วไป

อันตราย จากความผิดพลาด ของการออกแบบโครงสร้างโรงงาน ตึกอาคารที่มีปัญหาบ่อย

คือ งานฐานราก นั่นเอง เช่น เสาเข็มที่ไม่สามารถรับแรงลมได้ เสาเข็มที่รับผนังก็ใช้เข็มเดี่ยว ผู้ออกแบบโครงสร้างไม่ได้คำนึงว่า ยังมีแรงลมที่กระทำต่อด้านข้างของสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเข็มเดี่ยวไม่สามารถรับโมเมนต์เนื่องจากแรงลมได้ บางกรณ๊ก็ ไม่มีการเสริมเหล็กต่อเนื่องระหว่างเข็มและตอม่อ เรียกว่าประหยัดค่าเสาเข็มกันตั้งแต่เริ่มสร้าง ทั้งที่ค่าเสาเข็มและค่าตอกมันก็ไม่ได้แพงอะไรมากมาย เมื่อเทียบกับมูลค่าของสิ่งปลูกสร้างที่มีมูลค่าราคานับล้านบาท รวมทั้งความสี่ยงจากอันตรายทั้งชีวิตและทรัพย์สินที่จะได้รับ

ฐานรากที่รับแรงดัดไม่ได้เพราะไม่มีเหล็กเสริมบน ในฐานราก เนื่องจากไม่ได้คิดว่ามีโมเมนต์

การตอกเสาเข็มที่ไม่ได้เกิดประโยชน์ก็มี เช่น ก่ออกแบบฐานรากรับพื้นโรงงานที่ยกสูงประมาณ 1.5 ม.โดยออกแบบฐานรากใช้เสาเข็มกลุ่ม และฐานรากแต่ละต้นก็อยู่ห่างกัน ทำให้มีการออกแบบคานขนาดใหญ่และเป็นคานยาว ซึ่งจะเห็นได้ว่าผู้ออกแบบทำให้เกิดการสูญเปล่าโดยใช่เหตุ เพราะในความเป็นจริง หากเราตอกเสาเข็ม รับไปกับคานจะทำให้ประหยัด คือ

-โครงสร้าง ที่คานมีขนาดเล็กลง เนื่องจาก Span สั้นลง ตอม่อระหว่างคานบนเข็มมีขนาดเล็ก การตอกเข็มเสร็จแล้ว ก็หล่อคานได้เลย ไม่มี
ความจำเป็นต้องหล่อฐานรากกลุ่ม

-ไม่ต้องสิ้นเปลืองไปกับ เงินค่าฐานราก เงินค่าขุดกลบ เงินค่าเสาหล่อ และเงินค่าแบบหล่อ อีกทั้งไม่ต้องเสียเวลาประหยัดเวลาและความยุ่ง
ยากกับการทำงานอีกหลายขั้นตอน

-ประหยัดเงินอีกมากมาย เพราะหากลดขั้นตอนต่าง ๆ แน่นอน จำนวนเงินก็เหลือเป็นกอบเป็นกำ

โครงสร้างอาคารที่สูงและต่ำ ถ้ามีการสร้างต่อกัน ปัญหาคานระหว่างสองอาคารจะเกิดการหัก เนื่องจากส่วนอาคารสูงทรุดตัวมากกว่า

การตรวจรับงาน ก่อสร้างบ้าน ตอนที่4

Author: piledriver  //  Category: ความรู้ทั่วไป

งานฝ้าเพดาน

มีทั้งโครงเคร่าไม้ อลูมิเนียม เหล็กอาบสังกะสี ไม่ว่าจะเป็นชนิดไหน
โครงเคร่าจะต้อง

วางให้ได้ระดับตัวที่ และมีจุดที่ต้องตรวจเช็คคือ

- กรณีไม้ระแนงต้องมีตาข่ายกันแมลง

- ร่องระหว่างแผ่นต้องมีความสม่ำเสมอ

- ฝ้า T-BAR และฝ้ายิบซั่ม ให้ตรวจสอบความหนาและลวดยึดโครง

- การยึดโยงไปยังหลังคา
ต้องไม่ยืดตัวเมื่อรับน้ำหนักซึ่งจะทำให้ฝ้าตกท้องช้างหรือโก่งได้

- รอยต่อของวัสดุที่ใช้ทำฝ้าต้องแนบสนิทเป็นแนวตรง

- ในกรณีที่เป็นยิปซั่มบอร์ดตรงรอยต่อต้องฉาบด้วยผ้าเทปแล้วขัดให้เรียบเสมอ

- หากมีไม้มอบฝ้า การต่อไม้ตรงมุมต้องต่อโดยตัดมุม 45 องศา

งานฟื้นและวัสดุพื้นผิว

พื้นเป็นสิ่งรองรับน้ำหนักต่าง ๆ ภายในตัวอาคารเช่น เฟอร์นิเจอร์
ส่วนวัสดุพื้นผิวเป็น

ส่วนที่ต้องใช้งานเป็นประจำจึงควรใส่ใจ ที่สำคัญคือระดับ
วัสดุฟื้นจะเป็นประเภทใดนั้นเลือกได้อยู่ที่ความต้องการแต่ระดับของการปูพื้นเลือกไม่ได้ต้องใช้ฝีมือ

- พื้นสำเร็จรูปต้องไม่แตกไม่หัก ได้ขนาดตามแบบ

- พื้นชั้นล่างต้องทำกันซึมตลอดทั้งพื้น

- ตรวจช่องระบายอากาศพื้นชั้นล่างเพื่อป้องกันปัญหาความชื้น

- ตรวจการปูพื้นให้แนบสนิท

- เช็คระบบกันซึมก่อนปูวัสดุพื้นผิว

- ตรวจสอบวัสดุพื้นผิวให้ตรงตามแบบ

- ตรวจสอบพื้นผิวคอนกรีตก่อนปูวัสดุพื้นผิว

- เช็คความเรียบร้อยหลังจากปูวัสดุพื้นผิว

- ตรวจสอบการชำรุดระหว่างการทำงานปูพื้นของวัสดุพื้นผิว

งานติดตั้งวงกบ และบานประตู หน้าต่าง

งานติดตั้งวงกบ และบานประตู หน้าต่าง ส่วนใหญ่แล้วจะเป็นงานไม้ มีน้อยมากที่ใช้วง

กบเป็นโลหะ ฉะนั้นเนื้อไม้เป็นสิ่งสำคัญ จุดที่ต้องดูคือ

- ตรวจสอบชนิด รอยแยก ตาไม้ ของไม้วงกบ

- เช็คการติดตั้ง วงกบ ว่าได้แนวดิ่ง ได้มุมฉากหรือไม่

- เช็คระดับยึดติดแน่นกับเสาทับหลังและคานเอ็น

- ตรวจการตีตะปูรอบวงกบ

- ตรวจสอบชนิด รอยแยกไม้ ตาไม้ ของกรอบบานประตูและหน้าต่าง

- ตรวจสอบความหนาและร่องกระจกของบานกรอบ

- การติดบานประตู หน้าต่าง ต้องเลื่อนหรือปิด เปิดได้คล่องไม่ติดขัด

- การไสแต่งขอบประตู หน้าต่างให้เข้ากับวงกบ

- จะต้องเผื่อความหนาของสีที่จะทาไว้ด้วย สำหรับประตูไม้อัด

- ต้องตรวจสอบก่อนติดตั้งว่าบนไหนใช้แบบกันน้ำหรือไม่

งานกระจก

กระจกเป็นงานส่วนประกอบ ให้ทั้งความสวยงามและประโยชน์ใช้สอย มีหลายแหล่งที่

ผลิตกระจกสู่ท้องตลาด จึงควรเช็คในเรื่องของคุณภาพ

- ตรวจคุณภาพ ความหนา

การตรวจรับงาน ก่อสร้าง -3

Author: piledriver  //  Category: ความรู้ทั่วไป

สำหรับ 2 ตอนที่ผ่านมา หวังว่า เจ้าของบ้านหลาย ๆ ท่านคงได้นำไปใช้กันแล้วบ้าง มาตอนนี้ ก็ต่อกันไปเลยสำหรับการตรวจรับงาน ก่อสร้าง ในส่วนอื่น

งานมุงหลังคา

ส่วนสำคัญของงานหลังคา ก็คือ ครอบชนิดต่าง ๆ ตามแบบที่กำหนดเอาไว้ และ การปฎิบัติตามวิธีที่ถูกต้องในการ ติดตั้งส่วนหลังคา ที่กำหนดมาจาก ผู้ผลิต งานหลังคาบางชนิด ต้องใช้ผู้เชี่ยวชาญในการติดตั้ง การทำทับหลัง จะต้องมีความถูกต้อง ได้ตรงตามแบบ ส่วนลาดส่วนชัน นับเป็นส่วนสำคัญในงานหลังคา บางที น้ำฝน ที่จะต้อง ระบาย อาจท่วมเอ่อ และซึม เข้าไปในตัวบ้าน ตามจุดที่ ติดตั้งไม่ดี นับว่า ไม่ใช่เรื่องง่าย ในการตามแก้งาน

งานเสา
แกนหลักสำคัญที่จะค้ำยันบ้านเอาไว้ก็คือเสา เสาที่ใช้ จะต้องไม่มีรูพรุนภายใน ดังนั้น การตรวจงานจะต้องทำและหมั่นสังเกต ตั้งแต่ การหล่อเสา และการบ่มคอนกรีตให้ถูกขั้นตอน ตลอดจน จะต้อง ตรวจเรื่อง แนวดิ่ง ของเสา ที่เป็นส่วนสำคัญที่สุดด้วย

งานก่ออิฐ

งานก่ออิฐจะทำได้ โดยทั่วไปแล้ว ใช้ อิฐบล็อค หรือ อิฐมอญ (อิฐแดง) ตามแบบที่กำหนดไว้ ในการรับน้ำหนักของส่วนนั้น ๆ แต่ในสมัยใหม่ อาจจะมีการใช้ อิฐมวลเบา เข้ามาในส่วนนี้ด้วย ทำให้การก่อนั้น ไม่ได้อยู่ที่ แค่อิฐสองชนิดนี้เท่านั้น ในการก่ออิฐ สิ่งสำคัญที่ไม่ควรขาดคือการบ่มอิฐเสียก่อนการก่อ หากเราไม่บ่ม ระหว่างก่อ น้ำของปูนอาจจะถูกอิฐดูดไปจนเสียอัตราส่วน ทำให้การยึดเกาะกันไม่ดีเท่าที่ควร และในส่วนที่มีการ ก่อประสานกับโครงสร้างอื่น จะต้องใช้เหล็กช่วยในการประสานด้วย โดยปกติแล้ว การเริ่มก่ออิฐที่ถูกต้อง ควรเริ่มจากมุมเสาก่อนเสมอ (ใช้เสาเป็นจุดยึด) และเวลาในการ set ตัว ของผนังที่ก่อนั้น ควรทิ้งไว้อย่างน้อย 24 ชม. จากนั้นจึงเริ่มดำเนินการก่อ ในขั้นต่อไป
นั่นก็คือ จับเซี้ยม จับฉากและจับปุ่ม

งานฉาบปูน

ช่างสมัยใหม่ มักนิยมผสมน้ำยาเคมี ช่วยในการประสานกันของปูน ป้องกันการแตกร้าว แต่ นั่นไม่ได้เป็นส่วนสำคัญเท่าไหร่ เมื่อเราได้ปฏิบัติตามหลักดังนี้
ส่วนผสม ที่สำคัญ
1. ปูนชนิดฉาบ
2. ทรายที่ละเอียดได้ขนาด
3. ฟองน้ำที่ใช้ จะต้องมีความหมาดที่เหมาะสม ไม่เป็นการดึงน้ำออกจากเนื้อปูน
ขั้นตอนที่ ถูกต้อง
ในการฉาบ จะต้องตรวจงานจับเซี้ยมก่อนเสมอ ว่าได้ระยะ และระดับ ในทุก ๆ แนว ตลอดจน การฉาบนั้น จะต้องฉาบด้วยความหนา ที่เหมาะสม ไม่มากหรือน้อยเกินไป และสุดท้าย จะต้องรดน้ำผิวหน้าทุก ๆ วัน สองสามวัน เพื่อป้องกันการแตกลายงา หาก เกิดการร้าว หรือการแตกลายงา อาจจะแก้ไข้โดยช่างสี ในการทาสีภายหลัง ไม่ใช่เรื่องสำคัญนัก

การตรวจรับงาน ตอนที่ 2

Author: piledriver  //  Category: ความรู้ทั่วไป

จุดต่าง ๆ ในการตรวจรับงาน (ต่อ)

งานเหล็ก
เมือเปรียบบ้านเป็นร่างกาย เหล็กก็เสมือนกระดูกที่เป็นหลักในร่างกาย ให้คงอยู่ได้ หากกระดูกผุ หรือ กร่อน ในเนื้อใน ก็ทำให้ร่างกายทรุด เหมือน บ้าน ที่รอวันพังจากภายในโครงสร้าง โดยงานเหล็กจะมีจุดที่ควรตรวจสอบคือ

- เหล็กเส้นหลัก ตรวจดูความใหม่ และ มาตรฐาน มอก. ส่วนใหญ่ มักเป็นเหล็กข้ออ้อย
- ไม่ควรใช้เหล็กที่เป็นสนิม หากต้องการคุณภาพที่ดี
- ใช้เหล็กที่ได้มาตรฐานตามน้ำหนัก ตาม มอก.
เป็นการตรวจสอบแบบง่าย ๆ ที่เจ้าของบ้านสามารถดูด้วยตาเปล่าได้

งานคอนกรีต

ส่วนประกอบ ทราย หิน ปูนซีเมนต์ และน้ำที่รวมกันเป็นคอนกรีต ซึ่งใช้เป็นส่วนหลักของตัวบ้าน ถ้าไม่แข็งแรง ทำให้บ้านอาจพังได้ เหมือนมนุษยที่มีกล้ามเนื้ออ่อนแอ เป็นคนผอมแห้งแรงน้อย สารอาหาร ที่ควรจะเสริม ก็เปรียบได้กับ ส่วนประสมที่ควรจะต้องตรวจเช็ค คือ
1. ทราย - ตามหลักแล้ว ทรายที่ใช้ผสมเป็นคอนกรีตนั้นจะใช้ ทราบหยาบขนาด 3 มม. สะอาดและไม่มีวัสดุอื่นเจือปน ดังนั้น หากใช้ช่างที่มีความเป็นมาตรฐาน จะต้องมีตะแกรงร่อนทราย ก่อนนำไปใช้ด้วย
2. ปูนซีเมนต์ โดยปกติ ในงานก่อนสร้าง อาจแบ่งได้ หลัก ๆ 2 ประเภท แต่ สมัยนี้ อาจจะมีปูนซีเมนต์ที่ผสมสารต่าง ๆ เพื่อใช้ในการก่อสร้างเฉพาะด้าน แต่ โดยหลักแล้ว จะต้องมี
2.1 ปูนก่อ ที่ช่างชอบเรียก เป็นปูนที่ใช้ในการก่อโครงสร้างที่ต้องการกำลังอัดสูง
2.2 ปูนฉาบ ปูนชนิดนี้ใช้ในงานฉาบเป็นหลัก และอาจใช้ในงานก่ออิฐทีไม่ต้องการกำลังอัดสูงได้
ในแต่ละยี่ห้อ แต่ละบริษัทปูนซิเมนต์ จะต้องมี ผลิตภัณฑ์สองชนิดหลักนี้เป็นสำคัญ ซึ่งก็จะใช้ตรายี่ห้อ ต่างกันไป อาจจะถามช่างได้ ว่า ปูนตรานี้ ยี่ห้อนี้ เป็นปูนชนิดใด
3. หิน โดยทั่วไปแล้ว หิน จะมีหลายขนาด ขึ้นอยู่กับ ความต้องการของโครงสร้างนั้น ๆ จะเป็นตัวกำหนดขนาดหิน ในส่วนผสม อาจจะเป็น หิน2 หิน3
4. น้ำ เป็นน้ำสะอาด และไม่ใช่น้ำกร่อย

งานไม้
1. ในงานก่อนสร้างโดยทั่วไป จะต้องมี ไม้แบบ เพื่อใช้ในการหล่อแบบ ส่วนต่าง ๆ ซึ่ง หากคด ไม่ตรง ไม่ได้เหลี่ยมมุม แบบที่แกะออกมาจะไม่สวย รูปทรงไม่สวยงาม และ ไม่ควรใช้ไม้แบบเก่า เพราะเมื่อแกะแบบแล้วแบบจะแตก ซึ่งช่างส่วนใหญ่ จะใช้ไม้แบบเดิม ทั้งนั้น ในจุดนี้ หากใช้ของใหม่ได้ ก็จะดีมาก
2. ไม้แบบต้องห่างจากเหล็กข้างละประมาณ 2 ซม.
3. ไม้โครงสร้างต่าง ๆ เห็นได้ จับต้องได้ ไม่ได้อยู่ภายในนั้น เช่น ไม้เชิงชาย หรือ ระแนงฝ้าชายคา ควรจะไสและเก็บผิวเสี้ยนไม้ให้เรียบร้อย
4. ในข้อตกลงมีการกำหนดเนื้อไม้หรือไม่ ว่าใช้ไม้ชนิดใด ควรตรวจว่าใช้เนื้อไม้ตามนั้นหรือไม่

งานหลังคา
ส่วนหลักของบ้านที่ต้องเผชิญทั้ง ความร้อนจากแสงอาทิตย์ ลมที่รุนแรงในฤดูหนาว หรือ พายุฝนหรือลูกเห็บในบางกรณี หากก่อสร้างไม่ถูกวิธีอาจจะต้องรื้อมาทำใหม่ ให้วุ่นวาย ในภายหลัง จุดที่ควรพิจารณาคือ โครงหลังคา และ มุมหลังคา
1. โครงหลังคาเหล็ก ต้องดู ขนาด ความหนา ของเหล็กให้ตรงตามแบบ เพื่อรองรับ กระเบื้อง หรือ ส่วนหลังคา ที่จะต้องติดอยู่บนโครงให้ได้ โดยเรียบร้อย ไม่ใช่ หลังคายุบ เพราะใช้เหล็กไม่ได้มาตรฐานที่กำหนดไว้ ในแบบ ถ้ามีรอยเชื่อมใด ๆ ควรเช็ครอยเชื่อมในโครงหลังคาเหล็ก จะต้องมั่นคงแข็งแรง และ เคาะให้สะอาด
2. การทาสีกันสนิม หรือ น้ำยากันปลวก ในโครงหลังคาไม้ เพื่อความคงทนแข็งแรง และตัดปัญหาเรื่องปลวกกิน
3. ระยะแป ต้องตรงตามแบบ และต้องเท่ากัน ในทุก ๆ ระยะ - ตรวจสอบคุณภาพและการวางตำแหน่งของดั้ง ตะเข้สัน ตะเข้รางให้ถูกต้อง
4. โดยปกติแล้วโครงหลังคา จะไม่มีการต่อ หากมีต้องดูจุดต่อ แต่ไม่สมควรมีจะดีที่สุด